ช้อปผ่านแอป สนุกขึ้น สะดวกจริง24 ชั่วโมง โหลดฟรี
promo code 10.10 Super Deal (22-24 Oct 19)

ทดลองอ่าน บทที่ 2

เราลงจอดที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ใจกลางเมืองพอร์ตแลนด์ในอีกสิบห้านาทีหลังจากนั้น เมื่อผมปรับเครื่องยนตร์ชาร์ลีแทงโกให้เป็นรอบเดินเบา และปิดเครื่องรับส่งสัญญาณน้ำมัน วิทยุต่าง ๆ ความไม่แน่ใจที่ผมรู้สึกมาตลอดตั้งแต่คิดว่าจะง้อเธอก็กลับคืนมาอีกครั้ง ผมต้องบอกเธอว่าผมรู้สึกอย่างไร ซึ่งมันเป็นเรื่องยากแน่ เพราะผมไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อเธอ ผมรู้ว่าผมคิดถึงเธอ ผมทุกข์ทรมานที่ไม่มีเธออยู่ด้วย และผมตั้งใจจะทำให้ความสัมพันธ์เป็นไปในรูปแบบที่เธอต้องการ แต่แค่นี้มันจะพอสำหรับเธอหรือเปล่า มันจะพอสำหรับผมไหม

คุยกับเธอสิ เกรย์

เมื่อผมปลดเข็มขัดของตัวเอง ผมก็ชะโงกไปปลดเข็มขัดให้เธอและได้กลิ่นจาง ๆ จากน้ำหอมอันหอมละมุนของเธอ แอนาตัวหอมเหมือนเคย สายตาเธอเหลือบมาสบกับสายตาผมแวบหนึ่ง มันเผยความคิดไม่ดีไม่งามออกมาหรือเปล่านะ ผมอยากรู้ตามเคยว่าเธอคิดอะไรอยู่กันแน่ แต่ไม่มีทางรู้อยู่ดี

“เดินทางสบายดีไหมครับ มิสสตีล”

“ดีค่ะ ขอบคุณค่ะ มิสเตอร์เกรย์”

“งั้นไปดูภาพของเจ้าหนุ่มนั่นกันดีกว่า” ผมเปิดประตู กระโดดลงไปแล้วส่งมือให้เธอ

โจ ผู้จัดการลานจอดเฮลิคอปเตอร์กำลังรอต้อนรับเราอยู่ เขาเป็นคนรุ่นเก่า เป็นทหารผ่านศึกจากสงครามเกาหลี แต่ยังกระฉับกระเฉงคล่องแคล่วดังเช่นชายในวัยห้าสิบปีจะเป็นได้ ไม่มีอะไรเล็ดรอดสายตาโจ ดวงตาเขาเป็นประกายขณะที่ส่งยิ้มฟันเกมาให้

“โจ ดูแลชาร์ลีแทงโกก่อนสเตฟานจะมารับไปด้วยนะ เขาคงมาถึงราวสองหรือสามทุ่ม”

“ได้ครับ มิสเตอร์เกรย์ คุณผู้หญิง รถรออยู่ด้านล่างแล้วครับ อ้อ ลิฟท์เสียนะครับ พวกคุณต้องใช้บันไดแทน”

“ขอบใจมาก โจ”

ระหว่างที่เราลงบันไดฉุกเฉิน ผมมองรองเท้าบู๊ตส้นสูงของแอนัสเตเชีย แล้วนึกถึงตอนที่เธอล้มคะมำดูไม่จืดเข้ามาในออฟฟิศผม

“คุณโชคดีนะที่ตึกนี่มีแค่สามชั้น รองเท้าคุณสูงเสียขนาดนั้น” ผมซ่อนรอยยิ้ม

“คุณไม่ชอบบู๊ตที่ฉันสวมเหรอคะ” เธอถามพลางมองเท้าตัวเอง ภาพชวนฝันตอนที่มันพาดไหล่ผมผุดขึ้นมาในความคิด

“ผมชอบมาก แอนัสเตเชีย” ผมหวังว่าสีหน้าตัวเองจะไม่แฉความคิดลามกออกมา “มา ค่อย ๆ เดินนะ ผมไม่อยากให้คุณล้มคอหัก” ผมนึกขอบคุณที่ลิฟท์เสีย จะได้มีข้ออ้างฟังขึ้นที่จะได้ประคองเธอ ผมกอดรอบเอวเธอ ดึงมาชิดก่อนที่เราจะลงบันไดด้วยกัน

ระหว่างที่นั่งรถไปแกลเลอรี ความกังวลของผมก็ทวีขึ้น เรากำลังจะไปงานเปิดตัวการแสดงผลงานของคนที่เธอเรียกว่าเพื่อน เจ้าหนุ่มคนที่ครั้งสุดท้ายที่ผมเจอ มันพยายามจะสอดลิ้นเข้าไปในปากเธอ ไม่แน่ว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ทั้งสองคนอาจจะคุยกัน ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นการนัดพบที่ทั้งสองคนต่างตั้งหน้าตั้งตาคอยมานาน

แม่ง ผมไม่ได้คิดถึงแง่นี้มาก่อนเลย หวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้นนะ

“โฮเซเป็นแค่เพื่อนค่ะ” แอนาอธิบาย

อะไรน่ะ เธอรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่เหรอ ผมดูออกง่ายขนาดนั้นเชียว ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

ตั้งแต่ที่เธอถอดเกราะทุกอย่างของผมออกแล้วก็พบว่าผมต้องการเธอน่ะสิ

เธอจ้องผม แล้วท้องไส้ผมก็บีบรัด “คุณผอมจนตาสวย ๆ กลายเป็นตาโหลแล้วนะแอนัสเตเชีย รับปากสิว่าคุณจะกิน”

“ค่ะ คริสเตียน ฉันจะกิน” เธอพูดเหมือนไม่ค่อยจริงใจ

“ผมพูดจริง ๆ”

“อ้อ เหรอคะ” เสียงเธอมีแววถากถาง และผมก็แทบจะทำอะไรไม่ได้

แม่งเอ๊ย

ได้เวลาประกาศตัวแล้ว

“ผมไม่อยากทะเลาะกับคุณนะ แอนัสเตเชีย ผมอยากให้คุณกลับมาและผมอยากให้คุณสุขภาพแข็งแรง” ผมภูมิใจนะที่เธอช็อกขนาดนั้น ช็อกตาตั้งเลย

“แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยนี่คะ” สีหน้าเธอเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วมุ่น

โอ แอนา เปลี่ยนสิ – เปลี่ยนแปลงแบบสะเทือนเลือนลั่นเลยละ

รถเราจอดที่แกลเลอรีและผมไม่มีเวลาอธิบายก่อนงานแสดง “ไว้คุยตอนขากลับแล้วกัน เรามาถึงแล้ว”

ก่อนที่เธอจะบอกว่าเธอไม่สน ผมลงจากรถ เดินอ้อมมาฝั่งเธอและเปิดประตู เธอมีท่าทางโมโหตอนลงจากรถมา

“คุณทำแบบนั้นทำไม” เธอต่อว่าอย่างฉุนเฉียว

“ทำอะไร” เฮ้ย อะไรวะ

“พูดจาแบบนั้นแล้วก็หยุดเสียดื้อ ๆ”

นั่นไงล่ะ โกรธเพราะเรื่องนั้นหรอกเหรอ

“แอนัสเตเชีย เราอยู่ที่งานแล้ว งานที่คุณอยากมา ร่วมงานก่อนแล้วค่อยคุยกัน ผมไม่อยากทะเลาะกลางถนน”

เธอเม้มปากงอนแล้วกระแทกกระทั้นใส่ผมว่า “ก็ได้ค่ะ”

ผมจับมือเธอเดินลิ่วเข้าไปในแกลเลอรี เธอเดินงุ่มง่ามตามหลังผมมา

พื้นที่จัดงานสว่างไสวโปร่งโล่ง มันเป็นพวกโกดังดัดแปลงปูพื้นไม้ก่อกำแพงอิฐที่กำลังนิยมกันอยู่ ผู้เชี่ยวชาญงานศิลปะของพอร์ตแลนด์จิบไวน์ราคาถูกและพูดคุยกันเสียงเบา ๆ ขณะที่ชมงานแสดง

หญิงสาวคนหนึ่งต้อนรับเรา “สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับสู่งานแสดงภาพถ่ายของโฮเซ โรดริเกซ์” เธอจ้องผม

แค่เปลือกนอกน่ะ คนสวย มองที่อื่นเถอะ

เธอกะพริบตาถี่รัวแต่ก็ดูเหมือนจะได้สติเมื่อเห็นแอนัสเตเชีย

“อ๊ะ คุณนั่นเอง แอนา เราอยากรู้ว่าคุณคิดยังไงกับทั้งหมดนี่” เธอยื่นแผ่นพับให้แอนาและชี้ชวนให้เราดูเคาน์เตอร์บาร์ที่ทำขึ้นชั่วคราว คิ้วแอนาขมวดยุ่งรอยรูปตัว V เล็ก ๆ ที่ผมรักปรากฏเหนือจมูกเธอ ผมอยากจูบมันจัง เหมือนที่เคยจูบมาก่อน

“คุณรู้จักเธอเหรอ” ผมถาม เธอส่ายหัวแล้วรอยย่นก็ลึกขึ้น ผมยักไหล่ อืม ที่นี่พอร์ตแลนด์นี่นา “คุณดื่มอะไรดี”

“ไวน์ขาวแล้วกันค่ะ ขอบคุณนะคะ”

เมื่อผมตรงไปทางบาร์ก็ได้ยินเสียงตะโกนตื่นเต้นดีใจ “แอนา!”

พอหันไปก็เห็นเจ้าหนุ่มนั่นกอดผู้หญิงของผมแล้ว

เวรตะไล

ผมไม่ได้ยินว่าทั้งสองคุยอะไรกัน แต่แอนาหลับตา และชั่วขณะอันเลวร้ายผมคิดว่าเธอกำลังจะร้องไห้ แต่เธอก็ยังคงรักษาอาการไว้ในขณะที่เจ้าหมอนั่นเหยียดแขนตึงพลางประเมินมองเธอ

เออ เธอผอมขนาดนั้นเพราะฉันนั่นแหละ

ผมข่มกลั้นความรู้สึกผิดลงไป แม้ดูเหมือนเธอกำลังพยายามบอกให้เขาสบายใจ ฟากเจ้านั่น ดูเหมือนมันจะสนอกสนใจเธอซะไม่มี สนใจมากเกินไป ความโกรธแผดเผาอยู่ในอกผม เธอบอกว่าหมอนั่นเป็นแค่เพื่อน แต่ดูก็รู้ว่ามันไม่ได้คิดแบบนั้น มันต้องการมากกว่านั้น

ถอยไปเหอะ พวก เธอเป็นของฉัน

“งานที่จัดแสดงน่าประทับใจดีนะครับ คุณว่าไหม” ชายหนุ่มศีรษะล้านสวมเสื้อเชิ้ตสีฉูดฉาดดึงความสนใจผมไป

“ผมยังไม่ได้ดูรอบ ๆ เลย” ผมตอบแล้วหันไปหาคนเฝ้าบาร์

“มีแค่นี้เองเหรอ”

“ครับ รับไวน์แดงหรือขาวดี” เขาพูดเนือย ๆ

“ขอไวน์ขาวสองแก้ว” ผมบอกเซ็ง ๆ

“ผมว่าคุณต้องชอบแน่ โรดริเกซ์มีมุมมองไม่เหมือนใครครับ” เจ้าเบื๊อกน่ารำคาญที่ใส่เสื้อระคายลูกตาบอกผม ผมเบนตัวหนีแล้วเหลือบมองแอนา เธอกำลังจ้องผม ดวงตากลมโตแวววาว เลือดในกายผมจับตัวแล้วผมก็ไม่อาจเบนสายตาไปทางอื่นได้เลย เธอคือไฟสัญญาณท่ามกลางผู้คนและผมก็ถูกสะกดภายใต้สายตาเธอ เธอน่าดึงดูดใจ เส้นผมของเธอล้อมกรอบใบหน้าและม้วนลงเป็นลอนสวยอยู่ตรงอก ชุดซึ่งหลวมลงกว่าที่ผมจำได้ยังคงแนบกับส่วนโค้งเว้า เธออาจตั้งใจสวมมันก็ได้ เธอรู้ว่านั่นคือชุดโปรดของผม ใช่ไหม ชุดสุดเร่าร้อน รองเท้าบู๊ตของเธอ…

แม่งเอ๊ย – ควบคุมตัวเองหน่อย เกรย์

โรดริเกซ์ถามคำถามแอนา และเธอจำต้องละสายตาที่ประสานนิ่งกับผมไป ผมสัมผัสได้ว่าเธอลังเลที่จะหันไป ซึ่งสะใจผมนัก แต่เวรจริง ๆ ไอ้หนุ่มนั่นฟันสวยชะมัด ไหล่ก็กว้าง แถมยังใส่สูทเสียเท่เชียว ถ้าวัดตามมาตรฐานพวกขี้ยา หมอนี่ก็หน้าตาหล่อเหลาเอาการผมยอมรับ เธอพยักหน้าตอบสิ่งที่เขาพูดแล้วส่งยิ้มสบาย ๆ อบอุ่นให้

ผมอยากให้เธอยิ้มแบบนั้นให้ผมบ้าง เขาโน้มตัวลงมาจูบแก้มเธอ ไอ้ชั่ว

ผมถลึงตามองบาร์เทนเดอร์

เร็ว ๆ สิวะ มันรินไวน์ช้าชั่วกัปชั่วกัลป์เลย ไอ้งั่งไม่ได้เรื่อง

ในที่สุดเขาก็รินเสร็จจนได้ ผมคว้าแก้ว เมินชายหนุ่มข้าง ๆ ที่กำลังพูดถึงช่างภาพคนอื่นหรือเรื่องไร้สาระอะไรก็ไม่รู้ แล้วตรงกลับไปหาแอนา

อย่างน้อยโรดริเกซ์ก็ทิ้งเธอไว้คนเดียวแล้ว เธอกำลังจมอยู่กับความคิดขณะพินิจมองภาพถ่ายของเขา มันเป็นภาพทิวทัศน์ ทะเลสาบ ก็ไม่แย่นะ เธอเหลือบมองมาที่ผมด้วยท่าทางไม่วางใจเมื่อผมยื่นแก้วให้เธอ ผมจิบแก้วตัวเองเร็ว ๆ พระเจ้า รสชาติห่วยมาก ชาร์ดอนเนย์อุ่นกลิ่นโอ๊กแรงเกินไป

“พอใช้ได้ไหมคะ” เธอพูดเหมือนขำ แต่ผมไม่เข้าใจว่าเธอหมายถึงอะไร งานแสดง หรือว่าอาคารนี้ “ไวน์น่ะค่ะ” เธอพูดให้เข้าใจ

“ไม่เลย งานประเภทนี้ไม่ค่อยมีไวน์ดี ๆ หรอก” ผมเปลี่ยนเรื่อง “เจ้าหนูนี่เก่งไม่เบาเลยนะ”

“ไม่งั้นฉันจะขอให้เขาถ่ายภาพคุณเหรอ” น้ำเสียงเธอบอกชัดว่าภูมิใจในงานของเขา หมั่นไส้ เธอชื่นชมเขาและใส่ใจในความสำเร็จของเขาก็เพราะเธอแคร์เขา เธอแคร์เขามากเกินไป อารมณ์ร้ายกาจและรสขมเสียดขึ้นมาในอกผม มันคือความหึง เป็นความรู้สึกใหม่ ความรู้สึกที่ผมรู้สึกเฉพาะเวลาที่เป็นเรื่องของเธอ – ซึ่งผมไม่ชอบมันเลย

“คริสเตียน เกรย์ใช่ไหมครับ” ชายแต่งตัวเหมือนคนเร่ร่อนยื่นกล้องมาตรงหน้าผม ขัดจังหวะความคิดมืดดำของผมพอดี “ขอถ่ายรูปได้ไหมครับ”

ไอ้พวกปาปารัซซี ผมอยากบอกให้มันไปตายซะแต่ก็ตัดสินใจทำตัวสุภาพ ผมไม่อยากให้แซม เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของผมต้องโดนสื่อต่อว่า

“ได้ครับ” ผมเอื้อมมือไปดึงแอนาให้มาอยู่เคียงข้าง ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่าเธอเป็นของผม ถ้าเธอจะเอาผมน่ะนะ

อย่ามั่นใจไปนัก เกรย์

ช่างภาพถ่ายภาพนิดหน่อย “ขอบคุณครับ มิสเตอร์เกรย์” อย่างน้อยเขาก็พูดจาเหมือนซาบซึ้งดี “ส่วนคุณคือ…” เขาถามเพราะอยากรู้ชื่อเธอ

“แอนา สตีลค่ะ” เธอตอบอาย ๆ

“ขอบคุณครับ มิสสตีล” เขาหลบฉากไป จากนั้นแอนาก็ผละออกจากอ้อมแขน ผมรู้สึกผิดหวังที่ต้องปล่อยเธอไปและต้องกำหมัดยั้งความต้องการของตัวเองไม่ให้ไปแตะต้องเธออีก

เธอหรี่ตามองผม “ฉันหาภาพคุณกับคู่เดตในอินเทอร์เน็ต แต่ก็ไม่เห็นมี นี่ไงที่เคทถึงคิดว่าคุณเป็นเกย์”

“เพราะงั้นคุณถึงถามอะไรไม่เข้าท่าสินะ” ผมอดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ของเธอตอนที่เราเจอกันครั้งแรก ทั้งทักษะเรื่องการสัมภาษณ์ของเธอ คำถามของเธอ คุณเป็นเกย์หรือเปล่าคะ มิสเตอร์เกรย์และความรำคาญของผม

มันเหมือนผ่านมานานมากแล้ว ผมส่ายหน้าแล้วพูดต่อ “ไม่มีหรอก แอนัสเตเชีย ผมไม่ออกเดต มีแค่คุณคนเดียวนี่แหละ ซึ่งคุณก็รู้อยู่แล้ว”

และผมอยากออกเดตกับคุณอีก เรื่อยไป

“แสดงว่าคุณไม่เคยพา-” เธอลดเสียงเบาลงแล้วมองเหลียวหลังเพื่อดูว่าไม่มีใครฟังอยู่ “-ทาสออกงานเลยเหรอคะ” เธอบีบเสียงเมื่อเอ่ยคำนั้นด้วยความอาย

“เคยนะ แต่ไม่พาออกเดต แบบว่าไปช็อปปิ้งบ้าง” การเดินทางไปเที่ยวเป็นครั้งคราวเหล่านั้นก็แค่พักผ่อนหย่อนใจ อาจจะเป็นรางวัลสำหรับทาสที่ทำตัวดี แต่ผู้หญิงคนเดียวที่ผมอยากใช้เวลาด้วยมากกว่านั้น…ก็คือแอนา “แค่คุณคนเดียว แอนัสเตเชีย” ผมกระซิบและอยากจะขออุทธรณ์ ถามเธอเรื่องข้อเสนอของผม อยากรู้ว่าเธอรู้สึกยังไง และเธอจะให้ผมกลับมาคบกับเธอหรือเปล่า

แต่ว่าแกลเลอรีคือที่สาธารณะ แก้มเธอเปลี่ยนเป็นสีกุหลาบสวยแบบที่ผมชอบ และเธอก็ก้มลงจ้องมือตัวเอง หวังว่านั่นเป็นเพราะเธอชอบสิ่งที่ผมพูด แต่ผมแน่ใจไม่ได้หรอก

ผมต้องพาเธอออกไปจากที่นี่และให้เธอได้ตั้งสติ จากนั้นเราถึงจะคุยกันจริงจังแล้วก็หาอะไรกิน ยิ่งเราดูงานเจ้าหนุ่มนั่นเร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งกลับเร็วได้เท่านั้น

“เพื่อนคุณคนนี้คงถนัดถ่ายภาพทิวทัศน์มากกว่า ไม่เน้นภาพบุคคล ไปดูตรงอื่นกันเถอะ” ผมยื่นมือออกไป แล้วก็ดีใจมากที่เธอจับมัน

เราเดินช้า ๆ ไปทั่วแกลเลอรี หยุดเล็กน้อยเพื่อชมแต่ละภาพ แม้ผมจะไม่ชอบเจ้าหนุ่มนั่นและความรู้สึกที่เขามีต่อแอนา แต่ผมยอมรับว่าเขาฝีมือดีทีเดียว เราเลี้ยวตรงมุมหนึ่ง และหยุดกึก เธออยู่ตรงนั้นเอง ภาพถ่ายระยะใกล้ของแอนัสเตเชีย สตีลเจ็ดภาพ เธอดูสวยหยาดเยิ้ม เป็นธรรมชาติ ผ่อนคลาย เธอหัวเราะ ทำหน้าหงิก ยื่นปาก ครุ่นคิด ขำ หนึ่งในนั้นมีภาพเธอเหงาเศร้า ระหว่างที่ผมเพ่งรายละเอียดในแต่ละภาพ ผมก็รู้โดยไม่เหลือความสงสัยเลยสักนิดว่า เขาอยากเป็นมากกว่าเพื่อนเธอแน่นอน “ท่าทางจะไม่ใช่แค่ผมคนเดียว” ผมพึมพำ ภาพพวกนั้นคือความชื่นชมบูชาที่เขามีต่อเธอ คือจดหมายรัก และมันแผ่อยู่เต็มผนังแกลเลอรีเพื่อให้ไอ้หน้าโง่ที่ไหนก็ได้มาจ้องตาเป็นมัน

แอนาจ้องมองภาพเหล่านั้นด้วยความตกตะลึงอย่างเงียบ ๆ เธอประหลาดใจเช่นเดียวกับผมที่ได้เห็นมัน หึ ไม่มีทางที่ใครหน้าไหนจะได้ครอบครองภาพพวกนี้ เพราะผมอยากได้ทั้งหมด หวังว่าเจ้านั่นจะขายนะ

“ขอตัวก่อนนะ” ผมขอตัวจากแอนาสักครู่และตรงไปที่โต๊ะประชาสัมพันธ์

“มีอะไรให้ช่วยคะ” ผู้หญิงคนที่ต้อนรับเราตอนมาถึงเอ่ยถาม

ผมไม่สนใจขนตาที่กระพืออ่อยเหยื่อ รอยยิ้มจากปากที่แดงเกินไป แล้วถามว่า “ภาพบุคคลเจ็ดภาพที่แขวนอยู่ข้างหลังนั่นขายหรือเปล่าครับ”

ท่าทางผิดหวังปรากฏวาบบนใบหน้าเธอแต่ก็เลือนไปเป็นรอยยิ้มกว้าง “ชุดภาพแอนัสเตเชียหรือคะ งานสวยมากเลยนะคะนั่น”

ก็นางแบบสวยนี่หว่า

“ขายสิคะ เดี๋ยวฉันเช็กราคาให้นะคะ” เธอรีบบอก

“ผมซื้อหมด” แล้วผมก็ล้วงกระเป๋าเงิน

“หมดเลยเหรอคะ” เธอทำท่าเหมือนประหลาดใจ

“ครับ” ยัยนี่น่ารำคาญ

“ชุดนี้หนึ่งหมื่นสี่พันดอลลาร์ค่ะ”

“ผมอยากให้ส่งไปให้เร็วที่สุดเลย”

“แต่ภาพชุดนี้ต้องแขวนไว้ระหว่างงานแสดงก่อนนะคะ” เธอบอก

รับไม่ได้

ผมส่งยิ้มขาวเจิดจ้าให้เธอ แล้วเธอก็พูดต่อพลางกระพือขนตา “แต่ฉันมั่นใจว่าเราจัดการให้ได้ค่ะ” เธอจับบัตรเครดิตของผมด้วยท่าทางงก ๆ เงิ่น ๆ ระหว่างรูดมัน

เมื่อผมกลับมาหาแอนา ก็พบว่ามีหนุ่มผมบลอนด์กำลังคุยกับเธอ คงลองดูเผื่อว่าจะมีโชค “ภาพพวกนี้เยี่ยมมากเลยครับ” เขาบอก แล้วแตะมือแสดงความเป็นเจ้าของบนข้อศอกเธอ ก่อนถลึงตาจ้องเขาด้วยสายตาที่บอกว่าไปให้พ้นเดี๋ยวนี้ “คุณโชคดีมากครับ” เขาเสริมแล้วถอยทัพกลับ

“ใช่ ผมโชคดี” ผมตอบ เมินเขาแล้วดันแอนาไปทางกำแพง

“คุณซื้อภาพหนึ่งเหรอคะ” แอนาพยักหน้าไปทางภาพถ่ายพวกนั้น

“ภาพหนึ่งอะไรกันล่ะ” ผมเยาะ ภาพหนึ่งเหรอ นี่ถามจริงหรือเปล่า

“คุณซื้อมากกว่าหนึ่งภาพเหรอ”

“ผมซื้อหมดนั่นแหละ แอนัสเตเชีย” ผมรู้นะว่าตัวเองพูดจาดูอวดดี แต่ผมทนไม่ได้หรอกถ้าคิดว่าใครอื่นจะได้ครอบครองแล้วก็เชยชมภาพพวกนี้ ริมฝีปากเธอเผยออ้าด้วยความตกอกตกใจ ผมพยายามไม่ให้มันดึงความสนใจผม “ผมไม่อยากให้คนแปลกหน้าจ้องคุณตาเป็นมันในที่ส่วนตัวอย่างบ้านของพวกเขา”

“อยากให้เป็นตัวเองมากกว่าละสิท่า” เธอสวนกลับ

ท่าทีที่เธอตอบสนองแม้ว่าจะเกินคาด แต่ก็น่ารักดี เธอกำลังต่อว่าผม “บอกตรง ๆ ก็คือใช่”

“ทะลึ่ง” เธอขยับปากแล้วก็กัดปากตัวเอง ผมว่าเธอคงจะกลั้นขำ

พระเจ้า เธอคือความท้าท้าย เธอตลก แล้วเธอก็พูดถูกด้วย “ข้อนั้นผมเถียงไม่ได้หรอกนะ แอนัสเตเชีย”

“เรื่องนั้นค่อยคุยกับคุณทีหลัง แต่ฉันเซ็นเอกสารห้ามเปิดเผยแล้วนะคะ” เธอทำหน้าหยิ่งแล้วหันไปพิจารณาภาพถ่ายพวกนั้นอีกครั้ง

เธอทำแบบนั้นอีกแล้ว เธอหัวเราะเยาะผมและทำเหมือนกับวิถีชีวิตของผมเป็นเรื่องเล่น ๆ พระเจ้า ผมอยากจะจับเธอไว้ตรงที่ของเธอ น่าจะเป็นใต้ตัวผมหรือให้เธอคุกเข่า ผมโน้มตัวเข้าใกล้แล้วกระซิบใส่หูเธอ “ผมควรทำยังไงกับปากเก่ง ๆ ของคุณดี”

“คุณนี่หยาบคายจริง ๆ” เธออับอาย สีหน้าเธอสงบแต่ปลายหูกลับเป็นสีชมพูเรื่อ

โอ ที่รัก ผมรู้หมดแล้ว

ผมเหลือบมองกลับไปที่ภาพถ่าย “ในรูปพวกนี้คุณดูเป็นธรรมชาติมาก แอนัสเตเชีย ผมไม่ค่อยเห็นคุณแบบนี้เท่าไหร่เลย”

เธอสำรวจนิ้วมือตัวเองอีกครั้ง เธอลังเลเหมือนกำลังขบคิดว่าจะตอบอย่างไร ผมไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ก็เลยยื่นมือไปข้างหน้าดันศีรษะเธอขึ้นมา ลมหายใจเธอขาดช่วงเมื่อนิ้วผมสัมผัสคางเธอ

เสียงแบบนั้นอีกแล้ว ผมรู้สึกถึงมันได้ตรงหว่างขา

“ผมอยากให้คุณเป็นธรรมชาติกับผมบ้าง” ผมพูดเหมือนมีความหวัง

แม่งเอ๊ย หวังมากไป

“ถ้าอยากได้อย่างนั้นคุณก็ต้องเลิกข่มฉันเสียที” เธอตอกกลับ อารมณ์ลึกล้ำของเธอทำให้ผมประหลาดใจ

“คุณต้องเรียนรู้ที่จะสื่อสารแล้วก็บอกผมว่าคุณรู้สึกยังไง” ผมสวน

แม่ง เรามาทำอะไรตรงนี้เนี่ย ผมอยากคุยเรื่องนี้ในที่ส่วนตัว

เธอกระแอมแล้วยืดตัวตรง

“คริสเตียน คุณอยากให้ฉันเป็นทาส” เธอเอ่ยโดยใช้เสียงเบา ๆ “นั่นแหละที่เป็นปัญหานิยามของคำว่าทาสที่คุณเคยอีเมลบอกฉันมาแล้วครั้งหนึ่งนั่นน่ะ” เธอหยุดครู่หนึ่งพลางถลึงตาจ้องผม “ฉันว่ามันมีความหมายพ้องกับ ‘ยินยอม, เชื่อฟัง, ตอบสนอง, ยอมตาม, หัวอ่อน, อ่อนข้อ, อดทน, อ่อนน้อม, สงบเสงี่ยม, เจียมตัว’ ฉันต้องไม่มองคุณ ไม่พูดกับคุณเว้นแต่คุณจะอนุญาต แล้วคุณจะมาคาดหวังเอาอะไร”

เราต้องคุยเรื่องนี้ในที่ส่วนตัว เธอมาพูดอะไรตรงนี้

“ฉันสับสนมากเวลาอยู่กับคุณ” เธอพูดต่อไม่หยุด “คุณไม่อยากให้ฉันท้าท้ายคุณ แต่คุณก็ชอบ ‘ปากเก่ง ๆ’ ของฉัน คุณอยากให้ฉันเชื่อฟัง เว้นแต่เวลาที่คุณไม่ต้องการ แล้วคุณก็จะได้ลงโทษฉัน ฉันไม่รู้ว่าต้องทำตัวแบบไหนกันแน่เวลาอยู่กับคุณ”

โอเค ผมเข้าใจแล้วว่ามันอาจสับสนกันได้ แต่เอาเป็นว่าผมไม่อยากมาเถียงกันตรงนี้ เราต้องไปแล้ว

“มีเหตุผลน่าฟังตามเคย มิสสตีล” น้ำเสียงของผมเย็นชา“ไปหาอะไรกินกันเถอะ”

“เราเพิ่งมาได้แค่ครึ่งชั่วโมงเองนะ”

“คุณได้ดูรูปแล้วนี่ คุยกับเจ้าหนุ่มนั่นแล้วด้วย”

“เขาชื่อโฮเซ” เธอยืนกราน คราวนี้เสียงดังขึ้น

“คุยกับโฮเซแล้วด้วย เจ้าคนที่ครั้งล่าสุดที่ผมเจอเป็นคนที่พยายามจะแหย่ลิ้นเข้าไปในปากคุณที่ขัดขืนไม่เต็มใจ ระหว่างที่คุณเมาแล้วก็คลื่นไส้” ผมเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน

“เขาไม่เคยตีฉัน” เธอตอบโต้ ดวงตากราดเกรี้ยว

นี่มันบ้าอะไรกัน เธออยากคุยเรื่องแบบนั้นตอนนี้เลยเหรอ

ไม่อยากจะเชื่อเธอย้อนผมว่ามันจะเลวร้ายได้สักแค่ไหน!

ความโกรธระเบิดตูมในอกเหมือนภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์ “ชกใต้เข็มขัดเลยนะ แอนัสเตเชีย” ผมเดือดจัด หน้าเธอแดงก่ำซึ่งผมไม่รู้ว่ามันมาจากความอายหรือความโกรธ ผมยกมือเสยผมเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองลากเธอออกไปข้างนอก เพื่อให้เราได้เถียงกันต่อในที่ส่วนตัว ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ

“ผมจะพาคุณไปหาอะไรกิน คุณตัวผอมบางจนแทบจะปลิวลมแล้ว ตามหาเจ้าหนุ่มนั่นแล้วบอกลาเขาซะ” เสียงผมกระด้างขณะที่ผมกลั้นใจควบคุมอารมณ์โกรธ แต่เธอไม่ขยับตัว

“เถอะน่า อยู่ต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้ ไป เดี๋ยวนี้ บอกลาเขาซะ” ผมพยายามไม่ตะโกน ผมจำปากเชิดรั้นดื้อดึงแบบนั้นของเธอได้ เธอโกรธผมมาก โดยไม่แคร์สิ่งที่ผมต้องเผชิญในช่วงหลายวันมานี้ ผมเองก็ไม่สนหรอก เราจะไปแล้วแม้ว่าต้องอุ้มเธอออกไปก็ตาม เธอมองผมด้วยสายตาห่อเหี่ยวและสะบัดตัวพรึ่บ เส้นผมปลิวมากระทบไหล่ของผม เธอเดินปึงปังออกไปหาเขา ระหว่างที่เธอจากไป ผมพยายามควบคุมจิตใจตัวเองเต็มที่ ทำไมเธอถึงกดปุ่มระเบิดอารมณ์ผมได้แบบนี้นะ ผมอยากจะด่าเธอ ตีเธอ เอาเธอ ตรงนี้ เดี๋ยวนี้เลย และเพื่อสิ่งนั้น ผมเลยกวาดตามองรอบห้อง เจ้าหนุ่มนั่น ไม่ใช่ โรดริเกซ์ยืนอยู่กับกลุ่มสาว ๆ ที่ชื่นชมผลงานเขา เขามองเห็นแอนา แล้วก็ลืมแฟน ๆ ไปเลย เขาทักทายเธอเหมือนกับเธอเป็นศูนย์กลางจักรวาล เขาฟังทุกอย่างที่เธอพูดอย่างตั้งใจแล้วก็ดึงเธอมาสวมกอด หมุนตัวเธอไปรอบ ๆ

เอาขาหน้าอ้วน ๆ ของแกออกจากตัวแฟนฉันซะ

แอนาเหลือบมองผม ใช้มือสางเส้นผมของเจ้าหมอนั่นจากนั้นแนบแก้มกับมันแล้วกระซิบบางอย่างข้างหู ทั้งสองยังคุยกันใกล้ชิด มันโอบแขนกอดเธอ เอิบอาบอยู่ท่ามกลางแสงสว่างของเธอ

ก่อนที่ผมจะรู้ตัวว่าผมกำลังทำอะไร ผมก็ก้าวพรวด ๆ เข้าไป เตรียมฉีกแขนฉีกขามัน โชคดีที่มันปล่อยเธอพอดีตอนผมเข้าไป

“อย่าทำตัวห่างหายไปอีกล่ะ แอนา อ้าว มิสเตอร์เกรย์ สวัสดีครับ”

“มิสเตอร์โรดริเกซ์ ผลงานน่าประทับใจมากครับ ผมเสียใจที่เราอยู่นานกว่านี้ไม่ได้ แต่เราต้องกลับซีแอตเทิล ใช่ไหม แอนัสเตเชีย” ผมจับมือเธอ

“บายนะโฮเซ ยินดีด้วยอีกทีจ้ะ” เธอเบนตัวออกห่างจากผม แล้วจูบเบา ๆ ที่แก้มโรดริเกซ์ที่เป็นสีแดง เล่นเอาหลอดเลือดหัวใจของผมอุดตัน ผมต้องฝืนควบคุมตัวเองไม่อุ้มเธอพาดไหล่ แต่ฉุดมือเธอไปที่ประตูหน้าแล้วออกสู่ถนนแทน เธอเดินโซเซไล่หลังผมมา พยายามจะตามให้ทัน แต่ผมไม่สนใจ
เราลงจอดที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ใจกลางเมืองพอร์ตแลนด์ในอีกสิบห้านาทีหลังจากนั้น เมื่อผมปรับเครื่องยนตร์ชาร์ลีแทงโกให้เป็นรอบเดินเบา และปิดเครื่องรับส่งสัญญาณน้ำมัน วิทยุต่าง ๆ ความไม่แน่ใจที่ผมรู้สึกมาตลอดตั้งแต่คิดว่าจะง้อเธอก็กลับคืนมาอีกครั้ง ผมต้องบอกเธอว่าผมรู้สึกอย่างไร ซึ่งมันเป็นเรื่องยากแน่ เพราะผมไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อเธอ ผมรู้ว่าผมคิดถึงเธอ ผมทุกข์ทรมานที่ไม่มีเธออยู่ด้วย และผมตั้งใจจะทำให้ความสัมพันธ์เป็นไปในรูปแบบที่เธอต้องการ แต่แค่นี้มันจะพอสำหรับเธอหรือเปล่า มันจะพอสำหรับผมไหม

คุยกับเธอสิ เกรย์

เมื่อผมปลดเข็มขัดของตัวเอง ผมก็ชะโงกไปปลดเข็มขัดให้เธอและได้กลิ่นจาง ๆ จากน้ำหอมอันหอมละมุนของเธอ แอนาตัวหอมเหมือนเคย สายตาเธอเหลือบมาสบกับสายตาผมแวบหนึ่ง มันเผยความคิดไม่ดีไม่งามออกมาหรือเปล่านะ ผมอยากรู้ตามเคยว่าเธอคิดอะไรอยู่กันแน่ แต่ไม่มีทางรู้อยู่ดี

“เดินทางสบายดีไหมครับ มิสสตีล”

“ดีค่ะ ขอบคุณค่ะ มิสเตอร์เกรย์”

“งั้นไปดูภาพของเจ้าหนุ่มนั่นกันดีกว่า” ผมเปิดประตู กระโดดลงไปแล้วส่งมือให้เธอ

โจ ผู้จัดการลานจอดเฮลิคอปเตอร์กำลังรอต้อนรับเราอยู่ เขาเป็นคนรุ่นเก่า เป็นทหารผ่านศึกจากสงครามเกาหลี แต่ยังกระฉับกระเฉงคล่องแคล่วดังเช่นชายในวัยห้าสิบปีจะเป็นได้ ไม่มีอะไรเล็ดรอดสายตาโจ ดวงตาเขาเป็นประกายขณะที่ส่งยิ้มฟันเกมาให้

“โจ ดูแลชาร์ลีแทงโกก่อนสเตฟานจะมารับไปด้วยนะ เขาคงมาถึงราวสองหรือสามทุ่ม”

“ได้ครับ มิสเตอร์เกรย์ คุณผู้หญิง รถรออยู่ด้านล่างแล้วครับ อ้อ ลิฟท์เสียนะครับ พวกคุณต้องใช้บันไดแทน”

“ขอบใจมาก โจ”

ระหว่างที่เราลงบันไดฉุกเฉิน ผมมองรองเท้าบู๊ตส้นสูงของแอนัสเตเชีย แล้วนึกถึงตอนที่เธอล้มคะมำดูไม่จืดเข้ามาในออฟฟิศผม

“คุณโชคดีนะที่ตึกนี่มีแค่สามชั้น รองเท้าคุณสูงเสียขนาดนั้น” ผมซ่อนรอยยิ้ม

“คุณไม่ชอบบู๊ตที่ฉันสวมเหรอคะ” เธอถามพลางมองเท้าตัวเอง ภาพชวนฝันตอนที่มันพาดไหล่ผมผุดขึ้นมาในความคิด

“ผมชอบมาก แอนัสเตเชีย” ผมหวังว่าสีหน้าตัวเองจะไม่แฉความคิดลามกออกมา “มา ค่อย ๆ เดินนะ ผมไม่อยากให้คุณล้มคอหัก” ผมนึกขอบคุณที่ลิฟท์เสีย จะได้มีข้ออ้างฟังขึ้นที่จะได้ประคองเธอ ผมกอดรอบเอวเธอ ดึงมาชิดก่อนที่เราจะลงบันไดด้วยกัน

ระหว่างที่นั่งรถไปแกลเลอรี ความกังวลของผมก็ทวีขึ้น เรากำลังจะไปงานเปิดตัวการแสดงผลงานของคนที่เธอเรียกว่าเพื่อน เจ้าหนุ่มคนที่ครั้งสุดท้ายที่ผมเจอ มันพยายามจะสอดลิ้นเข้าไปในปากเธอ ไม่แน่ว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ทั้งสองคนอาจจะคุยกัน ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นการนัดพบที่ทั้งสองคนต่างตั้งหน้าตั้งตาคอยมานาน

แม่ง ผมไม่ได้คิดถึงแง่นี้มาก่อนเลย หวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้นนะ

“โฮเซเป็นแค่เพื่อนค่ะ” แอนาอธิบาย

อะไรน่ะ เธอรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่เหรอ ผมดูออกง่ายขนาดนั้นเชียว ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

ตั้งแต่ที่เธอถอดเกราะทุกอย่างของผมออกแล้วก็พบว่าผมต้องการเธอน่ะสิ

เธอจ้องผม แล้วท้องไส้ผมก็บีบรัด “คุณผอมจนตาสวย ๆ กลายเป็นตาโหลแล้วนะแอนัสเตเชีย รับปากสิว่าคุณจะกิน”

“ค่ะ คริสเตียน ฉันจะกิน” เธอพูดเหมือนไม่ค่อยจริงใจ

“ผมพูดจริง ๆ”

“อ้อ เหรอคะ” เสียงเธอมีแววถากถาง และผมก็แทบจะทำอะไรไม่ได้

แม่งเอ๊ย

ได้เวลาประกาศตัวแล้ว

“ผมไม่อยากทะเลาะกับคุณนะ แอนัสเตเชีย ผมอยากให้คุณกลับมาและผมอยากให้คุณสุขภาพแข็งแรง” ผมภูมิใจนะที่เธอช็อกขนาดนั้น ช็อกตาตั้งเลย

“แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยนี่คะ” สีหน้าเธอเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วมุ่น

โอ แอนา เปลี่ยนสิ – เปลี่ยนแปลงแบบสะเทือนเลือนลั่นเลยละ

รถเราจอดที่แกลเลอรีและผมไม่มีเวลาอธิบายก่อนงานแสดง “ไว้คุยตอนขากลับแล้วกัน เรามาถึงแล้ว”

ก่อนที่เธอจะบอกว่าเธอไม่สน ผมลงจากรถ เดินอ้อมมาฝั่งเธอและเปิดประตู เธอมีท่าทางโมโหตอนลงจากรถมา

“คุณทำแบบนั้นทำไม” เธอต่อว่าอย่างฉุนเฉียว

“ทำอะไร” เฮ้ย อะไรวะ

“พูดจาแบบนั้นแล้วก็หยุดเสียดื้อ ๆ”

นั่นไงล่ะ โกรธเพราะเรื่องนั้นหรอกเหรอ

“แอนัสเตเชีย เราอยู่ที่งานแล้ว งานที่คุณอยากมา ร่วมงานก่อนแล้วค่อยคุยกัน ผมไม่อยากทะเลาะกลางถนน”

เธอเม้มปากงอนแล้วกระแทกกระทั้นใส่ผมว่า “ก็ได้ค่ะ”

ผมจับมือเธอเดินลิ่วเข้าไปในแกลเลอรี เธอเดินงุ่มง่ามตามหลังผมมา

พื้นที่จัดงานสว่างไสวโปร่งโล่ง มันเป็นพวกโกดังดัดแปลงปูพื้นไม้ก่อกำแพงอิฐที่กำลังนิยมกันอยู่ ผู้เชี่ยวชาญงานศิลปะของพอร์ตแลนด์จิบไวน์ราคาถูกและพูดคุยกันเสียงเบา ๆ ขณะที่ชมงานแสดง

หญิงสาวคนหนึ่งต้อนรับเรา “สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับสู่งานแสดงภาพถ่ายของโฮเซ โรดริเกซ์” เธอจ้องผม

แค่เปลือกนอกน่ะ คนสวย มองที่อื่นเถอะ

เธอกะพริบตาถี่รัวแต่ก็ดูเหมือนจะได้สติเมื่อเห็นแอนัสเตเชีย

“อ๊ะ คุณนั่นเอง แอนา เราอยากรู้ว่าคุณคิดยังไงกับทั้งหมดนี่” เธอยื่นแผ่นพับให้แอนาและชี้ชวนให้เราดูเคาน์เตอร์บาร์ที่ทำขึ้นชั่วคราว คิ้วแอนาขมวดยุ่งรอยรูปตัว V เล็ก ๆ ที่ผมรักปรากฏเหนือจมูกเธอ ผมอยากจูบมันจัง เหมือนที่เคยจูบมาก่อน

“คุณรู้จักเธอเหรอ” ผมถาม เธอส่ายหัวแล้วรอยย่นก็ลึกขึ้น ผมยักไหล่ อืม ที่นี่พอร์ตแลนด์นี่นา “คุณดื่มอะไรดี”

“ไวน์ขาวแล้วกันค่ะ ขอบคุณนะคะ”

เมื่อผมตรงไปทางบาร์ก็ได้ยินเสียงตะโกนตื่นเต้นดีใจ “แอนา!”

พอหันไปก็เห็นเจ้าหนุ่มนั่นกอดผู้หญิงของผมแล้ว

เวรตะไล

ผมไม่ได้ยินว่าทั้งสองคุยอะไรกัน แต่แอนาหลับตา และชั่วขณะอันเลวร้ายผมคิดว่าเธอกำลังจะร้องไห้ แต่เธอก็ยังคงรักษาอาการไว้ในขณะที่เจ้าหมอนั่นเหยียดแขนตึงพลางประเมินมองเธอ

เออ เธอผอมขนาดนั้นเพราะฉันนั่นแหละ

ผมข่มกลั้นความรู้สึกผิดลงไป แม้ดูเหมือนเธอกำลังพยายามบอกให้เขาสบายใจ ฟากเจ้านั่น ดูเหมือนมันจะสนอกสนใจเธอซะไม่มี สนใจมากเกินไป ความโกรธแผดเผาอยู่ในอกผม เธอบอกว่าหมอนั่นเป็นแค่เพื่อน แต่ดูก็รู้ว่ามันไม่ได้คิดแบบนั้น มันต้องการมากกว่านั้น

ถอยไปเหอะ พวก เธอเป็นของฉัน

“งานที่จัดแสดงน่าประทับใจดีนะครับ คุณว่าไหม” ชายหนุ่มศีรษะล้านสวมเสื้อเชิ้ตสีฉูดฉาดดึงความสนใจผมไป

“ผมยังไม่ได้ดูรอบ ๆ เลย” ผมตอบแล้วหันไปหาคนเฝ้าบาร์

“มีแค่นี้เองเหรอ”

“ครับ รับไวน์แดงหรือขาวดี” เขาพูดเนือย ๆ

“ขอไวน์ขาวสองแก้ว” ผมบอกเซ็ง ๆ

“ผมว่าคุณต้องชอบแน่ โรดริเกซ์มีมุมมองไม่เหมือนใครครับ” เจ้าเบื๊อกน่ารำคาญที่ใส่เสื้อระคายลูกตาบอกผม ผมเบนตัวหนีแล้วเหลือบมองแอนา เธอกำลังจ้องผม ดวงตากลมโตแวววาว เลือดในกายผมจับตัวแล้วผมก็ไม่อาจเบนสายตาไปทางอื่นได้เลย เธอคือไฟสัญญาณท่ามกลางผู้คนและผมก็ถูกสะกดภายใต้สายตาเธอ เธอน่าดึงดูดใจ เส้นผมของเธอล้อมกรอบใบหน้าและม้วนลงเป็นลอนสวยอยู่ตรงอก ชุดซึ่งหลวมลงกว่าที่ผมจำได้ยังคงแนบกับส่วนโค้งเว้า เธออาจตั้งใจสวมมันก็ได้ เธอรู้ว่านั่นคือชุดโปรดของผม ใช่ไหม ชุดสุดเร่าร้อน รองเท้าบู๊ตของเธอ…

แม่งเอ๊ย – ควบคุมตัวเองหน่อย เกรย์

โรดริเกซ์ถามคำถามแอนา และเธอจำต้องละสายตาที่ประสานนิ่งกับผมไป ผมสัมผัสได้ว่าเธอลังเลที่จะหันไป ซึ่งสะใจผมนัก แต่เวรจริง ๆ ไอ้หนุ่มนั่นฟันสวยชะมัด ไหล่ก็กว้าง แถมยังใส่สูทเสียเท่เชียว ถ้าวัดตามมาตรฐานพวกขี้ยา หมอนี่ก็หน้าตาหล่อเหลาเอาการผมยอมรับ เธอพยักหน้าตอบสิ่งที่เขาพูดแล้วส่งยิ้มสบาย ๆ อบอุ่นให้

ผมอยากให้เธอยิ้มแบบนั้นให้ผมบ้าง เขาโน้มตัวลงมาจูบแก้มเธอ ไอ้ชั่ว

ผมถลึงตามองบาร์เทนเดอร์

เร็ว ๆ สิวะ มันรินไวน์ช้าชั่วกัปชั่วกัลป์เลย ไอ้งั่งไม่ได้เรื่อง

ในที่สุดเขาก็รินเสร็จจนได้ ผมคว้าแก้ว เมินชายหนุ่มข้าง ๆ ที่กำลังพูดถึงช่างภาพคนอื่นหรือเรื่องไร้สาระอะไรก็ไม่รู้ แล้วตรงกลับไปหาแอนา

อย่างน้อยโรดริเกซ์ก็ทิ้งเธอไว้คนเดียวแล้ว เธอกำลังจมอยู่กับความคิดขณะพินิจมองภาพถ่ายของเขา มันเป็นภาพทิวทัศน์ ทะเลสาบ ก็ไม่แย่นะ เธอเหลือบมองมาที่ผมด้วยท่าทางไม่วางใจเมื่อผมยื่นแก้วให้เธอ ผมจิบแก้วตัวเองเร็ว ๆ พระเจ้า รสชาติห่วยมาก ชาร์ดอนเนย์อุ่นกลิ่นโอ๊กแรงเกินไป

“พอใช้ได้ไหมคะ” เธอพูดเหมือนขำ แต่ผมไม่เข้าใจว่าเธอหมายถึงอะไร งานแสดง หรือว่าอาคารนี้ “ไวน์น่ะค่ะ” เธอพูดให้เข้าใจ

“ไม่เลย งานประเภทนี้ไม่ค่อยมีไวน์ดี ๆ หรอก” ผมเปลี่ยนเรื่อง “เจ้าหนูนี่เก่งไม่เบาเลยนะ”

“ไม่งั้นฉันจะขอให้เขาถ่ายภาพคุณเหรอ” น้ำเสียงเธอบอกชัดว่าภูมิใจในงานของเขา หมั่นไส้ เธอชื่นชมเขาและใส่ใจในความสำเร็จของเขาก็เพราะเธอแคร์เขา เธอแคร์เขามากเกินไป อารมณ์ร้ายกาจและรสขมเสียดขึ้นมาในอกผม มันคือความหึง เป็นความรู้สึกใหม่ ความรู้สึกที่ผมรู้สึกเฉพาะเวลาที่เป็นเรื่องของเธอ – ซึ่งผมไม่ชอบมันเลย

“คริสเตียน เกรย์ใช่ไหมครับ” ชายแต่งตัวเหมือนคนเร่ร่อนยื่นกล้องมาตรงหน้าผม ขัดจังหวะความคิดมืดดำของผมพอดี “ขอถ่ายรูปได้ไหมครับ”

ไอ้พวกปาปารัซซี ผมอยากบอกให้มันไปตายซะแต่ก็ตัดสินใจทำตัวสุภาพ ผมไม่อยากให้แซม เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของผมต้องโดนสื่อต่อว่า

“ได้ครับ” ผมเอื้อมมือไปดึงแอนาให้มาอยู่เคียงข้าง ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่าเธอเป็นของผม ถ้าเธอจะเอาผมน่ะนะ

อย่ามั่นใจไปนัก เกรย์

ช่างภาพถ่ายภาพนิดหน่อย “ขอบคุณครับ มิสเตอร์เกรย์” อย่างน้อยเขาก็พูดจาเหมือนซาบซึ้งดี “ส่วนคุณคือ…” เขาถามเพราะอยากรู้ชื่อเธอ

“แอนา สตีลค่ะ” เธอตอบอาย ๆ

“ขอบคุณครับ มิสสตีล” เขาหลบฉากไป จากนั้นแอนาก็ผละออกจากอ้อมแขน ผมรู้สึกผิดหวังที่ต้องปล่อยเธอไปและต้องกำหมัดยั้งความต้องการของตัวเองไม่ให้ไปแตะต้องเธออีก

เธอหรี่ตามองผม “ฉันหาภาพคุณกับคู่เดตในอินเทอร์เน็ต แต่ก็ไม่เห็นมี นี่ไงที่เคทถึงคิดว่าคุณเป็นเกย์”

“เพราะงั้นคุณถึงถามอะไรไม่เข้าท่าสินะ” ผมอดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ของเธอตอนที่เราเจอกันครั้งแรก ทั้งทักษะเรื่องการสัมภาษณ์ของเธอ คำถามของเธอ คุณเป็นเกย์หรือเปล่าคะ มิสเตอร์เกรย์และความรำคาญของผม

มันเหมือนผ่านมานานมากแล้ว ผมส่ายหน้าแล้วพูดต่อ “ไม่มีหรอก แอนัสเตเชีย ผมไม่ออกเดต มีแค่คุณคนเดียวนี่แหละ ซึ่งคุณก็รู้อยู่แล้ว”

และผมอยากออกเดตกับคุณอีก เรื่อยไป

“แสดงว่าคุณไม่เคยพา-” เธอลดเสียงเบาลงแล้วมองเหลียวหลังเพื่อดูว่าไม่มีใครฟังอยู่ “-ทาสออกงานเลยเหรอคะ” เธอบีบเสียงเมื่อเอ่ยคำนั้นด้วยความอาย

“เคยนะ แต่ไม่พาออกเดต แบบว่าไปช็อปปิ้งบ้าง” การเดินทางไปเที่ยวเป็นครั้งคราวเหล่านั้นก็แค่พักผ่อนหย่อนใจ อาจจะเป็นรางวัลสำหรับทาสที่ทำตัวดี แต่ผู้หญิงคนเดียวที่ผมอยากใช้เวลาด้วยมากกว่านั้น…ก็คือแอนา “แค่คุณคนเดียว แอนัสเตเชีย” ผมกระซิบและอยากจะขออุทธรณ์ ถามเธอเรื่องข้อเสนอของผม อยากรู้ว่าเธอรู้สึกยังไง และเธอจะให้ผมกลับมาคบกับเธอหรือเปล่า

แต่ว่าแกลเลอรีคือที่สาธารณะ แก้มเธอเปลี่ยนเป็นสีกุหลาบสวยแบบที่ผมชอบ และเธอก็ก้มลงจ้องมือตัวเอง หวังว่านั่นเป็นเพราะเธอชอบสิ่งที่ผมพูด แต่ผมแน่ใจไม่ได้หรอก

ผมต้องพาเธอออกไปจากที่นี่และให้เธอได้ตั้งสติ จากนั้นเราถึงจะคุยกันจริงจังแล้วก็หาอะไรกิน ยิ่งเราดูงานเจ้าหนุ่มนั่นเร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งกลับเร็วได้เท่านั้น

“เพื่อนคุณคนนี้คงถนัดถ่ายภาพทิวทัศน์มากกว่า ไม่เน้นภาพบุคคล ไปดูตรงอื่นกันเถอะ” ผมยื่นมือออกไป แล้วก็ดีใจมากที่เธอจับมัน

เราเดินช้า ๆ ไปทั่วแกลเลอรี หยุดเล็กน้อยเพื่อชมแต่ละภาพ แม้ผมจะไม่ชอบเจ้าหนุ่มนั่นและความรู้สึกที่เขามีต่อแอนา แต่ผมยอมรับว่าเขาฝีมือดีทีเดียว เราเลี้ยวตรงมุมหนึ่ง และหยุดกึก เธออยู่ตรงนั้นเอง ภาพถ่ายระยะใกล้ของแอนัสเตเชีย สตีลเจ็ดภาพ เธอดูสวยหยาดเยิ้ม เป็นธรรมชาติ ผ่อนคลาย เธอหัวเราะ ทำหน้าหงิก ยื่นปาก ครุ่นคิด ขำ หนึ่งในนั้นมีภาพเธอเหงาเศร้า ระหว่างที่ผมเพ่งรายละเอียดในแต่ละภาพ ผมก็รู้โดยไม่เหลือความสงสัยเลยสักนิดว่า เขาอยากเป็นมากกว่าเพื่อนเธอแน่นอน “ท่าทางจะไม่ใช่แค่ผมคนเดียว” ผมพึมพำ ภาพพวกนั้นคือความชื่นชมบูชาที่เขามีต่อเธอ คือจดหมายรัก และมันแผ่อยู่เต็มผนังแกลเลอรีเพื่อให้ไอ้หน้าโง่ที่ไหนก็ได้มาจ้องตาเป็นมัน

แอนาจ้องมองภาพเหล่านั้นด้วยความตกตะลึงอย่างเงียบ ๆ เธอประหลาดใจเช่นเดียวกับผมที่ได้เห็นมัน หึ ไม่มีทางที่ใครหน้าไหนจะได้ครอบครองภาพพวกนี้ เพราะผมอยากได้ทั้งหมด หวังว่าเจ้านั่นจะขายนะ

“ขอตัวก่อนนะ” ผมขอตัวจากแอนาสักครู่และตรงไปที่โต๊ะประชาสัมพันธ์

“มีอะไรให้ช่วยคะ” ผู้หญิงคนที่ต้อนรับเราตอนมาถึงเอ่ยถาม

ผมไม่สนใจขนตาที่กระพืออ่อยเหยื่อ รอยยิ้มจากปากที่แดงเกินไป แล้วถามว่า “ภาพบุคคลเจ็ดภาพที่แขวนอยู่ข้างหลังนั่นขายหรือเปล่าครับ”

ท่าทางผิดหวังปรากฏวาบบนใบหน้าเธอแต่ก็เลือนไปเป็นรอยยิ้มกว้าง “ชุดภาพแอนัสเตเชียหรือคะ งานสวยมากเลยนะคะนั่น”

ก็นางแบบสวยนี่หว่า

“ขายสิคะ เดี๋ยวฉันเช็กราคาให้นะคะ” เธอรีบบอก

“ผมซื้อหมด” แล้วผมก็ล้วงกระเป๋าเงิน

“หมดเลยเหรอคะ” เธอทำท่าเหมือนประหลาดใจ

“ครับ” ยัยนี่น่ารำคาญ

“ชุดนี้หนึ่งหมื่นสี่พันดอลลาร์ค่ะ”

“ผมอยากให้ส่งไปให้เร็วที่สุดเลย”

“แต่ภาพชุดนี้ต้องแขวนไว้ระหว่างงานแสดงก่อนนะคะ” เธอบอก



“ผมอยากให้คุณเป็นธรรมชาติกับผมบ้าง” ผมพูดเหมือนมีความหวัง

แม่งเอ๊ย หวังมากไป

“ถ้าอยากได้อย่างนั้นคุณก็ต้องเลิกข่มฉันเสียที” เธอตอกกลับ อารมณ์ลึกล้ำของเธอทำให้ผมประหลาดใจ

“คุณต้องเรียนรู้ที่จะสื่อสารแล้วก็บอกผมว่าคุณรู้สึกยังไง” ผมสวน

แม่ง เรามาทำอะไรตรงนี้เนี่ย ผมอยากคุยเรื่องนี้ในที่ส่วนตัว

เธอกระแอมแล้วยืดตัวตรง

“คริสเตียน คุณอยากให้ฉันเป็นทาส” เธอเอ่ยโดยใช้เสียงเบา ๆ “นั่นแหละที่เป็นปัญหานิยามของคำว่าทาสที่คุณเคยอีเมลบอกฉันมาแล้วครั้งหนึ่งนั่นน่ะ” เธอหยุดครู่หนึ่งพลางถลึงตาจ้องผม “ฉันว่ามันมีความหมายพ้องกับ ‘ยินยอม, เชื่อฟัง, ตอบสนอง, ยอมตาม, หัวอ่อน, อ่อนข้อ, อดทน, อ่อนน้อม, สงบเสงี่ยม, เจียมตัว’ ฉันต้องไม่มองคุณ ไม่พูดกับคุณเว้นแต่คุณจะอนุญาต แล้วคุณจะมาคาดหวังเอาอะไร”

เราต้องคุยเรื่องนี้ในที่ส่วนตัว เธอมาพูดอะไรตรงนี้

“ฉันสับสนมากเวลาอยู่กับคุณ” เธอพูดต่อไม่หยุด “คุณไม่อยากให้ฉันท้าท้ายคุณ แต่คุณก็ชอบ ‘ปากเก่ง ๆ’ ของฉัน คุณอยากให้ฉันเชื่อฟัง เว้นแต่เวลาที่คุณไม่ต้องการ แล้วคุณก็จะได้ลงโทษฉัน ฉันไม่รู้ว่าต้องทำตัวแบบไหนกันแน่เวลาอยู่กับคุณ”

โอเค ผมเข้าใจแล้วว่ามันอาจสับสนกันได้ แต่เอาเป็นว่าผมไม่อยากมาเถียงกันตรงนี้ เราต้องไปแล้ว

“มีเหตุผลน่าฟังตามเคย มิสสตีล” น้ำเสียงของผมเย็นชา“ไปหาอะไรกินกันเถอะ”

“เราเพิ่งมาได้แค่ครึ่งชั่วโมงเองนะ”

“คุณได้ดูรูปแล้วนี่ คุยกับเจ้าหนุ่มนั่นแล้วด้วย”

“เขาชื่อโฮเซ” เธอยืนกราน คราวนี้เสียงดังขึ้น

“คุยกับโฮเซแล้วด้วย เจ้าคนที่ครั้งล่าสุดที่ผมเจอเป็นคนที่พยายามจะแหย่ลิ้นเข้าไปในปากคุณที่ขัดขืนไม่เต็มใจ ระหว่างที่คุณเมาแล้วก็คลื่นไส้” ผมเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน

“เขาไม่เคยตีฉัน” เธอตอบโต้ ดวงตากราดเกรี้ยว

นี่มันบ้าอะไรกัน เธออยากคุยเรื่องแบบนั้นตอนนี้เลยเหรอ

ไม่อยากจะเชื่อเธอย้อนผมว่ามันจะเลวร้ายได้สักแค่ไหน!

ความโกรธระเบิดตูมในอกเหมือนภูเขาไฟเซนต์เฮเลนส์ “ชกใต้เข็มขัดเลยนะ แอนัสเตเชีย” ผมเดือดจัด หน้าเธอแดงก่ำซึ่งผมไม่รู้ว่ามันมาจากความอายหรือความโกรธ ผมยกมือเสยผมเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองลากเธอออกไปข้างนอก เพื่อให้เราได้เถียงกันต่อในที่ส่วนตัว ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ

“ผมจะพาคุณไปหาอะไรกิน คุณตัวผอมบางจนแทบจะปลิวลมแล้ว ตามหาเจ้าหนุ่มนั่นแล้วบอกลาเขาซะ” เสียงผมกระด้างขณะที่ผมกลั้นใจควบคุมอารมณ์โกรธ แต่เธอไม่ขยับตัว

“เถอะน่า อยู่ต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้ ไป เดี๋ยวนี้ บอกลาเขาซะ” ผมพยายามไม่ตะโกน ผมจำปากเชิดรั้นดื้อดึงแบบนั้นของเธอได้ เธอโกรธผมมาก โดยไม่แคร์สิ่งที่ผมต้องเผชิญในช่วงหลายวันมานี้ ผมเองก็ไม่สนหรอก เราจะไปแล้วแม้ว่าต้องอุ้มเธอออกไปก็ตาม เธอมองผมด้วยสายตาห่อเหี่ยวและสะบัดตัวพรึ่บ เส้นผมปลิวมากระทบไหล่ของผม เธอเดินปึงปังออกไปหาเขา ระหว่างที่เธอจากไป ผมพยายามควบคุมจิตใจตัวเองเต็มที่ ทำไมเธอถึงกดปุ่มระเบิดอารมณ์ผมได้แบบนี้นะ ผมอยากจะด่าเธอ ตีเธอ เอาเธอ ตรงนี้ เดี๋ยวนี้เลย และเพื่อสิ่งนั้น ผมเลยกวาดตามองรอบห้อง เจ้าหนุ่มนั่น ไม่ใช่ โรดริเกซ์ยืนอยู่กับกลุ่มสาว ๆ ที่ชื่นชมผลงานเขา เขามองเห็นแอนา แล้วก็ลืมแฟน ๆ ไปเลย เขาทักทายเธอเหมือนกับเธอเป็นศูนย์กลางจักรวาล เขาฟังทุกอย่างที่เธอพูดอย่างตั้งใจแล้วก็ดึงเธอมาสวมกอด หมุนตัวเธอไปรอบ ๆ

เอาขาหน้าอ้วน ๆ ของแกออกจากตัวแฟนฉันซะ

แอนาเหลือบมองผม ใช้มือสางเส้นผมของเจ้าหมอนั่นจากนั้นแนบแก้มกับมันแล้วกระซิบบางอย่างข้างหู ทั้งสองยังคุยกันใกล้ชิด มันโอบแขนกอดเธอ เอิบอาบอยู่ท่ามกลางแสงสว่างของเธอ

ก่อนที่ผมจะรู้ตัวว่าผมกำลังทำอะไร ผมก็ก้าวพรวด ๆ เข้าไป เตรียมฉีกแขนฉีกขามัน โชคดีที่มันปล่อยเธอพอดีตอนผมเข้าไป

“อย่าทำตัวห่างหายไปอีกล่ะ แอนา อ้าว มิสเตอร์เกรย์ สวัสดีครับ”

“มิสเตอร์โรดริเกซ์ ผลงานน่าประทับใจมากครับ ผมเสียใจที่เราอยู่นานกว่านี้ไม่ได้ แต่เราต้องกลับซีแอตเทิล ใช่ไหม แอนัสเตเชีย” ผมจับมือเธอ

“บายนะโฮเซ ยินดีด้วยอีกทีจ้ะ” เธอเบนตัวออกห่างจากผม แล้วจูบเบา ๆ ที่แก้มโรดริเกซ์ที่เป็นสีแดง เล่นเอาหลอดเลือดหัวใจของผมอุดตัน ผมต้องฝืนควบคุมตัวเองไม่อุ้มเธอพาดไหล่ แต่ฉุดมือเธอไปที่ประตูหน้าแล้วออกสู่ถนนแทน เธอเดินโซเซไล่หลังผมมา พยายามจะตามให้ทัน แต่ผมไม่สนใจ

ตอนนี้นะ ผมอยากจะ…

มีตรอกอยู่ตรอกหนึ่ง ผมรีบพาเราเข้าไปข้างใน และก่อนจะรู้ตัวผมก็กดเธอเข้ากับกำแพง กางมือจับหน้าเธอไว้ ตรึงร่างเธอด้วยร่างผมขณะที่โทสะและราคะผสมปนเปกันเป็นค็อกเทลแรง ๆ ปั่นป่วน ผมประกบปากกับเธอจนฟันเรากระทบกัน ชอนไชลิ้นผมเข้าไปในปากเธอซึ่งมีรสไวน์ราคาถูกและรสอร่อยของแอนาผู้อ่อนหวานน่ารัก

โอ ปากนี้

ผมคิดถึงปากนี้จริง ๆ

เธอเองก็พลุ่งพล่านอยู่รอบกายผม นิ้วเธอจิกผม ดึงผมอย่างแรง เธอส่งเสียงครางอยู่ในปาก เปิดทางให้ผมเข้าไป แล้วเธอก็จูบตอบ ตัณหาของเธอถูกปลดปล่อยแล้ว ลิ้นเธอเกี่ยวกระหวัดลิ้นผม ชิมรส รับมา ให้คืน

ความกระหายของเธอนั้นเกินคาด ความปรารถนาแตกซ่านไปทั่วร่างผมเหมือนไฟป่าที่ลามเลียขอนไม้แห้ง ผมตื่นตัวอย่างหนัก อยากได้เธอเดี๋ยวนี้ ตรงนี้ ในตรอกนี้ และสิ่งที่ผมตั้งใจว่าจะทำให้เป็นจูบลงโทษ ที่บอกว่าคุณติดหนี้จูบผมอยู่ ก็กลายเป็นอย่างอื่นไป

เธอเองก็ต้องการสิ่งนี้เหมือนกัน

เธอคิดถึงสิ่งนี้เหมือนกัน

และมันยิ่งกว่าตื่นตัว

ผมครางตอบ ยังไม่สมใจ

ผมใช้มือหนึ่งประคองซอกคอเธอไว้ระหว่างที่เราจูบกัน มือข้างที่ว่างโลมไล้ไปบนร่างเธอ ร่างกายผมจดจำส่วนโค้งเว้าของเธอได้อีกครั้ง หน้าอก เอว ก้น ต้นขา เธอครวญครางเมื่อนิ้วผมควานเจอขอบเดรสและเริ่มเลิกมันสูงขึ้น เป้าหมายของผมคือถลกมันขึ้นมา เอาเธอตรงนี้ ทำให้เธอเป็นของผมอีกครั้ง

สัมผัสของเธอ

ชวนเมามาย ผมต้องการเธออย่างที่ไม่เคยต้องการมาก่อนหน้านี้

ท่ามกลางม่านหมอกของตัณหา ผมได้ยินเสียงไซเรนของตำรวจดังมาไกล ๆ

อย่า! อย่า! เกรย์!

ไม่ใช่แบบนี้ ตั้งสติ

ผมถอนตัว จ้องมองเธอ หอบและโมโหเหมือนคนบ้า

“คุณ เป็น ของผม” ผมคำรามและดันร่างออกจากเธอเมื่อความมีเหตุมีผลกลับคืนมา “โธ่โว้ย แอนา” ผมงอตัว มือวางบนเข่า พยายามหายใจให้ทันและควบคุมร่างกายที่กำลังเดือดระอุให้สงบลง ผมปวดร้าวอยากได้เธอเหลือเกินตอนนี้

ใครมีอิทธิพลกับผมได้ขนาดนี้บ้าง เคยมีไหม

พระเจ้า! ผมเกือบจะเอาเธอตรงท้ายตรอกแล้ว

นี่คือความหึงหวง มันรู้สึกอย่างนี้เอง ภายในของผมเจ็บแสบ การควบคุมตัวเองหายไปหมด ผมไม่ชอบเลย ผมไม่ชอบเลยแม้แต่นิดเดียว

“ฉันขอโทษค่ะ” เธอเอ่ยเสียงแหบ

“สมควรแล้ว ผมรู้นะว่าคุณทำอะไร คุณอยากได้เจ้าช่างภาพนั่นเหรอ แอนัสเตเชีย ดูก็รู้ว่าเขามีใจให้คุณ”

“เปล่าค่ะ เขาเป็นแค่เพื่อน” อย่างน้อยเธอก็เหมือนสำนึกผิด มันช่วยให้ผมสงบขึ้นพอสมควร

“ผมใช้เวลาตลอดช่วงชีวิตวัยผู้ใหญ่พยายามหลีกเลี่ยมอารมณ์สุดโต่งทุกชนิด แต่คุณ…คุณทำให้ผมรู้สึกรู้สา ซึ่งนั่นเป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างสิ้นเชิง มัน…” ผมคิดคำไม่ออก ผมไม่อาจหาคำศัพท์ใดมาอธิบายว่าผมรู้สึกอย่างไร ผมควบคุมตัวเองไม่ได้และสับสน “ทำให้ผมปั่นป่วน” คือคำที่ดีที่สุดที่ผมคิดออก “ผมชอบเป็นฝ่ายควบคุม แอนา แต่พออยู่ใกล้ ๆ คุณ มัน-” ผมยืนขึ้นและมองลงไปที่เธอ “-กลับหายไปหมด”

ดวงตาเธอเบิกกว้างด้วยกามปรารถนา ผมอันยุ่งเหยิงเซ็กซี่ของเธอสยายลงมาที่หน้าอก ผมถูต้นคอตัวเอง นึกขอบคุณที่ผมได้สติกลับมาบ้าง

ดูสิว่าผมอยู่กับคุณแล้วเป็นยังไง แอนา

เสยผม สูดหายใจลึก ๆ เรียกสติ แล้วจับมือเธอ “ไปเถอะ เราต้องคุยกัน” ก่อนที่ผมจะเอาคุณ “และคุณต้องกินด้วย”

มีร้านอาหารใกล้ ๆ ตรอกนั้น มันไม่ใช่ร้านที่ผมเลือกสำหรับการกลับมาคืนดีกันหรอก ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นการกลับมาคืนดีน่ะนะ แต่ร้านนี้ก็พอใช้ได้ ผมมีเวลาไม่นานเพราะอีกเดี๋ยวเทย์เลอร์ก็จะมารับแล้ว

ผมเปิดประตูให้เธอ “ที่นี่คงพอใช้ได้ เรามีเวลาไม่มาก” ร้านอาหารนี้ดูเหมือนแหล่งบริการอาหารให้กับคนที่แกลเลอรี และอาจเป็นพวกนักเรียน ตลกดีที่ผนังร้านทาสีเดียวกับห้องเล่นของผม แต่ผมไม่เสียเวลาคิดถึงเรื่องนั้น พนักงานเสิร์ฟรู้งานพาเราไปยังโต๊ะตรงมุมสงบ เขายิ้มแป้นให้แอนัสเตเชีย ผมเหลือบมองเมนูเขียนด้วยชอล์กบนผนังแล้วตัดสินใจสั่งอาหารเลยก่อนที่พนักงานเสิร์ฟจะกลับไป เป็นการบอกให้เขารู้ว่าเรารีบ “เพราะงั้นขอเป็นสเต็กเซอลอยน์ สุกปานกลาง ราดซอสแบร์เนสถ้ามีนะ มันฝรั่งทอด ผักใบเขียว อะไรก็ได้ที่พ่อครัวมี ขอรายการไวน์ให้ผมด้วย”

“ได้ครับท่าน” เขารับคำแล้วรีบร้อนออกไป

แอนายื่นปากท่าทางขัดใจ

อะไรอีกล่ะ

“แล้วถ้าฉันไม่ชอบสเต็กล่ะ”

“อย่าเริ่ม แอนัสเตเชีย”

“ฉันไม่ใช่เด็กนะคริสเตียน”

“งั้นก็เลิกทำตัวเป็นเด็กเสียสิ”

“ฉันเป็นเด็กเพราะฉันไม่ชอบสเต็กเนี่ยนะ” เธอไม่ปิดบังท่าทางงอนป่องเลย

ไม่นะ!

“เป็นเด็กเพราะคุณจงใจทำให้ผมหึง แบบนั้นมันนิสัยเด็กชัดๆ คุณไม่คิดถึงความรู้สึกเพื่อนเลยเหรอ ที่แกล้งยั่วเขาเล่นอย่างนั้นน่ะ”

แก้มเธอเป็นสีชมพูขณะมองสำรวจมือตัวเอง

ใช่ คุณควรละอายใจ คุณทำให้เขาสับสน ขนาดผมยังดูออกเลย

เธอทำแบบนั้นกับผมหรือเปล่า หลอกให้ผมเข้าใจผิดหรือเปล่า

ระหว่างที่เราแยกกัน เธออาจรู้จนได้ว่าตัวเองมีอำนาจนั้น มีอำนาจควบคุมผม

พนักงานเสิร์ฟกลับมาพร้อมกับรายการไวน์ เปิดโอกาสให้ผมได้กลับมาสงบสติอารมณ์ตัวเลือกมีแต่ของระดับกลาง มีไวน์อย่างเดียวที่พอดื่มได้จริง ๆ ในเมนู ผมเหลือบมองแอนัสเตเชียที่ทำหน้าบึ้งตึง ผมรู้จักท่าทางแบบนั้น บางทีเธออาจจะอยากเลือกอาหารเอง และผมอดไม่ได้ที่จะแกล้งเธอเล่น เพราะรู้ว่าเธอแทบไม่มีความรู้เรื่องไวน์เลย “อยากเลือกไวน์ไหม” ผมถามและรู้ดีว่าเสียงตัวเองประชดประชัด

“คุณเลือกเถอะค่ะ” เธอกัดริมฝีปากเข้าหากัน

อืม อย่าเล่นเกมกับผมเลยที่รัก

“ขอบารอสซาแวลลีย์ชิราซสองแก้ว” ผมบอกพนักงานเสิร์ฟที่ยังรออยู่

“เอ่อ…เราขายเป็นขวดเท่านั้นครับท่าน”

“งั้นเอามาขวดหนึ่ง” ไอ้งั่ง

“ครับท่าน” เขาถอยกลับไป

“คุณดูอารมณ์เสียมากเลย” เธอพูด ไม่บอกก็รู้ว่าเห็นใจพนักงานเสิร์ฟ

“สงสัยจริงว่าทำไม” ผมตีสีหน้าเรียบเฉย แต่กระทั่งฟังเองยังรู้สึกว่าตัวเองพูดจาเหมือนเด็กจริง ๆ

“อืม ปรับอารมณ์ให้เหมาะกับการคุยเปิดใจลึกซึ้งถึงเรื่องอนาคตกันแบบนี้ คงจะดีหรอกนะคะ คุณว่าไหม” เธอยิ้มหวานให้ผม

อ้อ เอาคืนเหรอ มิสสตีล เธอว่าผมอีกแล้วและผมต้องชื่นชมความกล้าของเธอเลยนะ ผมนึกได้ว่าเราจิกกัดกันไปมาเรื่องก็ไม่คืบหน้าไปไหน แล้วผมก็มีแต่จะหงุดหงิดเปล่า ๆ

อย่าทำให้ข้อตกลงนี้พังนะ เกรย์

“ผมขอโทษ” ผมบอก เพราะว่าเธอพูดถูก

“ฉันรับคำขอโทษค่ะ แล้วฉันก็อยากบอกคุณเหลือเกินว่าฉันไม่ได้เปลี่ยนใจหันไปกินมังสวิรัติหลังจากครั้งสุดท้ายที่เรากินด้วยกัน”

“ก็เพราะนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่คุณกินไงล่ะ พูดไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก”

“คำนี้อีกแล้วนะ ชนะ น่ะ”

“ชนะ” ผมขยับปากบอก คำนั้นจริง ๆ นั่นแหละ ผมนึกถึงครั้งสุดท้ายที่ผมใช้คำนั้นระหว่างพูดคุยเรื่องข้อตกลงระหว่างเราในเช้าวันเสาร์ วันที่โลกของผมแตกสลาย

โธ่เอ๊ยอย่าคิดเรื่องนั้นสิ ฮึกเหิมหน่อย เกรย์ บอกเธอไปเลยว่านายต้องการอะไร

“แอนา ครั้งสุดท้ายที่เราคุยกัน คุณจากผมไป ผมเลยเกร็งนิดหน่อยน่ะ ผมบอกคุณไปแล้วว่าผมอยากให้คุณกลับมา แต่คุณ…ไม่พูดอะไรเลย” เธอกัดปากสีสันเหือดหายไปจากใบหน้า

โอ ไม่นะ

“ฉันคิดถึงคุณค่ะ…คิดถึงมาก คริสเตียน” เธอเอ่ยเบา ๆ “สองสามวันที่ผ่านมามัน…เลวร้ายมาก”

เลวร้ายมากยังน้อยเกินไป

เธอกลืนน้ำลายแล้วสูดลมหายใจตั้งสติ ท่าทางไม่ดีเลย บางทีพฤติกรรมของผมในช่วงไม่กี่ชั่วโมงมานี้อาจผลักไสเธอออกไป ผมนิ่งเกร็ง เธอจะเอายังไงนะ

“แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงค่ะ ฉันเป็นอย่างที่คุณต้องการให้เป็นไม่ได้” สีหน้าเธอเยือกเย็น

ไม่นะ ไม่ ไม่

“คุณเป็นอย่างที่ผมต้องการอยู่แล้ว” คุณเป็นทุกอย่างที่ผมอยากให้คุณเป็น

“ไม่ค่ะ คริสเตียน ฉันไม่ได้เป็นอย่างนั้น”

โธ่ ที่รัก เชื่อผมเถอะ “คุณรู้สึกแย่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคราวก่อน ผมทำตัวงี่เง่า แล้วคุณ…คุณก็เหมือนกัน ทำไมคุณไม่พูดคำปลอดภัยล่ะ แอนัสเตเชีย”

เธอทำท่าเหมือนประหลาดใจ ราวกับไม่ได้นึกถึงสิ่งนั้นมาก่อน

“ตอบผมสิ” ผมจี้

เรื่องนี้ตามหลอกหลอนผมมาตลอดทำไมคุณถึงไม่พูดคำปลอดภัยล่ะ แอนา

เธอสลดอยู่บนเก้าอี้ ท่าทางเศร้า และพ่ายแพ้

“ฉันไม่รู้ค่ะ” เธอเอ่ยเสียงแผ่ว

อะไรนะ

อะไรนะ

ผมอึ้งพูดไม่ออก ผมตกนรกทั้งเป็นมาตลอดเพราะเธอไม่พูดคำปลอดภัย แต่ก่อนที่ผมจะเรียกตัวเองกลับมาได้คำพูดก็หลุดออกมาจากปากเธอ คำพูดแผ่วเบา นุ่มนวล ราวกับเธอกำลังสารภาพบาป ราวกับเธอละอายใจ “มันตื้อตันไปหมด ฉันพยายามเป็นอย่างที่คุณอยากให้ฉันเป็น พยายามรับมือกับความเจ็บปวด แล้วก็ไม่ได้นึกถึงมันเลย” ท่าทางเธอเจ็บปวด เธอยักไหล่เล็กน้อยเหมือนรู้สึกผิด “แบบว่า…ฉันลืมน่ะ”

อะไรวะเนี่ย

“คุณลืมเหรอ!” ผมฉุนขาด เราต้องทนทุกข์สาหัสกันขนาดนี้เพราะว่าเธอลืมเนี่ยนะ

ผมไม่อยากเชื่อเลย ผมจับเก้าอี้แน่นเพื่อใช้มันเป็นหลักยึดสำหรับตอนนี้ ตอนที่ข้อความอันน่าตระหนกซึมเข้ามาในหัว

ผมย้ำกับเธอเรื่องคำปลอดภัยแล้วใช่ไหม พระเจ้า ผมจำไม่ได้แฮะ อีเมลที่เธอส่งถึงผมเป็นครั้งแรกหลังจากที่ผมตีเธอผุดขึ้นมาในความคิด

ตอนนั้นเธอไม่ได้ห้ามผม

ผมมันโง่จริง ๆ

ผมน่าจะเตือนเธอ

เดี๋ยวก่อน เธอรู้ว่าเธอมีคำปลอดภัยนี่ ผมจำได้ว่าเคยบอกเธอมากว่าหนึ่งครั้งนะ

Chapter 2 (0 สินค้า)

จำนวนสินค้าต่อหน้า  30 60 90
จำนวนสินค้าต่อหน้า  30 60 90