ช้อปผ่านแอป สนุกขึ้น สะดวกจริง24 ชั่วโมง โหลดฟรี
Social 24 oct 63
Achtung Baby เยอร-มัม-มี่ นี่แหละแม่เยอรมัน
รหัสสินค้า  312979010

Achtung Baby เยอร-มัม-มี่ นี่แหละแม่เยอรมัน

รหัสสินค้า  312979010
  • ISBN: 9786168255025
  • เทคนิคการเลี้ยงลูกแบบเว้นที่ว่าง วางที่กังวล
  • สร้างเด็กมั่นใจ ปรับตัวง่าย รับผิดชอบสูง และมีหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณเสรี
฿ 305
฿ 340
10%
ประหยัด ฿ 35
ราคานี้ใช้ได้ตั้งแต่  28/09/2019 - 28/10/2020
รวมยอดของ
- +
มีสินค้าในสต๊อก
สินค้านี้จำกัดจำนวนในการสั่งซื้อ

การจัดส่ง

จัดส่งฟรีเซเว่นอีเลฟเว่น (7-11) ส่งภายใน 3 - 7 วันทำการ หลังชำระเงิน
ฟรี
จัดส่งตามที่อยู่ ส่งภายใน 3 - 7 วันทำการ หลังชำระเงิน

สินค้าใกล้เคียง

ขนาดสินค้ารวมบรรจุภัณฑ์ (กxยxส) 14.3x21x1.5 ซม.
น้ำหนักรวมบรรจุภัณฑ์ 0.36 กก.

เนื้อหาโดยสังเขป

Achtung Baby เยอร-มัม-มี่ นี่แหละแม่เยอรมัน

          "สิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นเมื่อคุณปล่อยให้เด็กเล็กตัดสินใจ ว่าพวกเขาอยากเรียนรู้อะไร" เมื่อจุดเริ่มต้นของการสร้างชาติที่เข้มแข็งในด้านวินัย เกิดจากการให้ความสําคัญกับอิสรภาพในวัยเด็ก ปล่อยให้เด็กๆ ได้เล่น และเรียนรู้ตามความสนใจ ไว้ใจให้รับผิดชอบ มีส่วนในการตัดสินใจเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจําวัน จนเกิดเป็นแรงขับเคลื่อนภายในให้พวกเขาได้นําทางการเติบโต เพื่อสร้างตัวตนของเขาเอง

          Achtung Baby เยอร-มัม-มี่ นี่แหละแม่เยอรมัน จะพาไปร่วมเฝ้ามองวิถีการเลี้ยงลูกแบบคุณแม่เยอรมัน ผ่านประสบการณ์กว่า 6 ปี ในเบอร์ลินของ แซรา แซสกี นักเขียนชาวอเมริกัน บอกเล่าให้เราเห็นทุกรายละเอียด ตั้งแต่สวัสดิการและการดูแลหญิงตั้งครรภ์และคุณแม่หลังคลอด การส่งลูกเข้าเนิร์สเซอรี ที่ไม่ใช่เรื่องน่าหนักใจอะไรของพ่อแม่เยอรมัน และการปล่อยให้เด็กได้เติบโตอย่างมั่นใจ เป็นอิสระ และเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณเสรี

 

สารบัญ

Achtung Baby เยอร-มัม-มี่ นี่แหละแม่เยอรมัน

บทนำ เยอรมันยุคใหม่

1. ไปจากอเมริกา

2. เด็กเบอร์ลิน

3. ปัญหาเรื่องความผูกพัน

4. เด็กเล็ก กังวลน้อย

5. โรงเรียนอนุบาลประชาธิปไตย

6. เข้าโรงเรียนครั้งแรก

7. ไม่มีคำว่าอากาศไม่ดี

8. อิสระในการไปไหนมาไหน

9. สิ่งอันตราย

10. หัวข้อที่น่าลำบากใจ

ฯลฯ

 

Achtung Baby เยอร-มัม-มี่ นี่แหละแม่เยอรมัน

ISBN : 9786168255025

ผู้แต่ง : Sara Zaske (แซรา แซสกี)

ผู้แปล : อสมาพร โคมเมือง

สำนักพิมพ์ : SandClock Books

หน้า/จำนวนเล่ม : 320 หน้า

ชนิดปก : ปกอ่อน

เนื้อในพิมพ์ : ขาวดำ

 

คำนิยม

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

..............................................

หนังสือเล่มนี้มีจุดเด่น 3 ข้อ

          ข้อแรกคือเล่าที่มาที่ไปของแนวคิดและวิธีการเลี้ยงลูกแบบเยอรมันโดยเริ่มต้นตั้งแต่การพ่ายแพ้ครั้งใหญ่จากสงครามโลกครั้งที่สอง ความฝังใจของเด็กหนุ่มสาวชาวเยอรมันหลังสงครามเรื่องการทำลายล้างชาวยิว และความพยายามที่จะทำทุกอย่างตั้งแต่การออกแบบการปกครองไปจนถึงวิธีดูแลเด็กเพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเช่นนั้นอีก

          ข้อสองคือเปรียบเทียบทัศนคติการเลี้ยงลูกและระบบการศึกษาของเยอรมันกับที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาซึ่งน่าอ่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาช่างเหมือนกับที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเราวันนี้ นั่นคือการเลี้ยงลูกอย่างปกป้องมากเกินไปและการศึกษาปฐมวัยที่เร่งเรียนวิชาการมากเกินพอดี

          ข้อสามคือหนังสือได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับข้อคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องวิธีเลี้ยงลูกบางเรื่องอย่างละเอียดเช่นการเลิกนมแม่มื้อดึก การเล่นกลางแจ้ง การอนุญาตให้เด็กไปค้างคืนที่อื่น เป็นต้น ทั้งนี้เป็นการลงรายละเอียดที่ชวนให้เราต้องใคร่ครวญถึงเด็กของเราเองด้วยความระมัดระวังภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่าเด็กแต่ละคนเกิดมาไม่เหมือนกัน

          หนังสือเล่มนี้มีสไตล์การเล่าเรื่องที่โดดเด่นและน่าอ่าน ผู้เขียนเป็นชาวอเมริกันที่มีเหตุจำเป็นต้องย้ายครอบครัวไปอยู่เบอร์ลินในขณะที่ลูกสาวคนแรกยังไม่ถึงเกณฑ์อนุบาลและกำลังตั้งครรภ์ที่สอง เราจึงได้อ่านเรื่องราวการปรับตัวตั้งแต่ต้น ทั้งวิธีเตรียมการสำหรับเด็กวัยก่อนอนุบาล วิธีเตรียมคลอดและวิธีดูแลเด็กแรกเกิด ไปจนถึงเรื่องสองภาษาและศักยภาพของเด็กที่เติบโตขึ้นในสังคมต่างวัฒนธรรม

          นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้ค้นเอกสารอ้างอิงเรื่องที่เป็นประเด็นขัดแย้งให้เราได้ทำความเข้าใจต้นตอของวิธีเลี้ยงลูกที่ไม่เหมือนกันตั้งแต่แรก ส่วนที่ผมชอบที่สุดคือเรื่องราวเกี่ยวกับระบบจัดการของรัฐในเรื่องต่างๆ ดังที่ตนเองได้เขียนเสมอว่ารัฐที่ดีควรจัดโครงสร้างของสังคมและสิ่งแวดล้อมให้พ่อแม่เลี้ยงลูกได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ด้วยความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่ดีขึ้น เพื่อประกันคุณภาพของเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ทั้งนี้กินความตั้งแต่ระบบการเตรียมคลอด การคลอด การลางานของพ่อแม่ ระบบดูแลและให้การศึกษาเด็กปฐมวัย ไปจนถึงจำนวนสนามเด็กเล่นและสวนสาธารณะทั่วทั้งเมือง มิใช่ปล่อยปละละเลยให้พ่อแม่ทั่วประเทศปากกัดตีนถีบช่วยเหลือตนเองทั้งการทำมาหากินและการเลี้ยงลูกโดยไม่มีตัวช่วยที่มากพอ

          ลองดูตัวอย่างการงดนมมื้อดึกซึ่งจะเป็นวิวาทะเสมอในทุกประเทศ ผู้เขียนได้เล่าเรื่องความแตกต่างระหว่างสองแนวคิดที่ปะทะกันเสมอมา แนวคิดหนึ่งมุ่งเน้นการสร้างความผูกพันมากมายเสียจนคุณแม่ต้องเป็นผู้เสียสละโดยไม่มีเงื่อนไข ในขณะที่แนวคิดอีกด้านหนึ่งคือการปล่อยให้ทารกร้องไห้ในเวลากลางคืนจนกระทั่งเงียบไปเอง

          แนวคิดแรกที่มากเกินไปทำให้คุณแม่หมดสิ้นเรี่ยวแรงและรู้สึกผิดหากตนเองจะไม่ลุกมาอุ้มลูกเดินไปมาตลอดทั้งคืน ในขณะที่สุดโต่งอีกด้านหนึ่งคือทอดทิ้งให้ทารกร้องไห้สุดเสียงนานหลายชั่วโมงโดยไม่ใยดี ผู้เขียนทบทวนทฤษฎีที่ว่าด้วยเรื่องความผูกพันหรือ attachment ของของจิตแพทย์และนักจิตวิเคราะห์ชาวอังกฤษ John Bowlby (1907-1990) ซึ่งจะมีปรากฏในตำราแพทย์ทุกเล่ม ไปจนถึงกรรมวิธีที่เรียกว่า “ปล่อยให้ร้องจนหลับไป” หรือ Cry it out ซึ่งเป็นที่รู้จักกันกว้างขวาง ก่อนที่จะสรุปด้วยข้อยืนยันจากปากของที่ปรึกษาการเลี้ยงลูกที่รัฐจัดให้เธอว่าไม่มีหนังสือหรือคู่มือที่ดีที่สุดสำหรับเด็กคนหนึ่ง พ่อแม่จำเป็นต้องใคร่ครวญเพื่อค้นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับลูกของเรา

          “เธอบอกว่าเธอให้คำแนะนำแบบเจาะจงเฉพาะแต่ละครอบครัว โดยดูจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น จำนวนเด็ก สถานการณ์ในบ้าน เครือข่ายสนับสนุน (คนที่ช่วยเลี้ยง) และปัญหาทางการเงินหรือสุขภาพใดๆ ที่มี รวมถึง "ความเชื่อหลัก" ของพ่อแม่เกี่ยวกับการเลี้ยงลูก” และ “เธอไม่รู้สึกว่ามีหนังสือในฝันเล่มไหนที่แก้ปัญหาการนอนหลับของเด็กได้”

          ผมเป็นคนหนึ่งที่พูดหรือเขียนเสมอว่าหากเราสามารถเลิกนมแม่มื้อดึกเมื่อถึงเวลาได้โดยง่ายก็ทำได้ กล่าวคือหากลูกของเราเป็นเด็กเลี้ยงง่ายก็ทำไปเลยเพราะเมื่อเขาอิ่มคุณแม่เขาก็จะเลิกเองโดยละมุนละม่อม แต่ถ้าเราได้เด็กเลี้ยงยากและเขาปากกัดตีนถีบแหกปากร้องไห้จ้าไม่ยอมหยุด แม้ว่าหนึ่งชั่วโมงผ่านไปก็ไม่ยอมหยุดเช่นนี้จะเป็นการดีกว่าที่เราจะอุ้มไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะหลับไปด้วยความไว้วางใจ คือ trust ใน “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแม่” เพราะ “แม่ที่มีอยู่จริง” และ attachment ซึ่งผมเลือกใช้คำแปลว่า “สายสัมพันธ์” มาตั้งแต่แรกเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับพัฒนาการต่อไปในอนาคต

          หลายครั้งที่ผมเขียนหรือตอบคำถามคุณพ่อคุณแม่สั้นๆเพียงว่า “อุ้มไปเถอะ ไม่มีคำว่ามากเกินไป” ซึ่งเกรงว่าอาจจะสร้างความเข้าใจผิดแก่บางท่านได้เหมือนกันว่าเราจำเป็นต้องอุ้มตลอดคืนโดยไม่วาง

          มีเหตุผล 2-3 ข้อที่ผมพูดและเขียนเช่นนี้ เรื่องที่โบล์วบีเขียนเป็นจิตวิทยา (psychology) และเขาได้เขียนเอาไว้จริงๆ ว่าความผูกพันที่ก่อตัวไม่เรียบร้อยในวัยเด็กสามารถก่อโรคทางจิตได้ในอนาคตซึ่งถูกวิจารณ์ได้ว่าอาจจะเป็นคำกล่าวอ้างที่เกินเลย หากเรื่องเป็นไปตามที่โบล์วบี้เขียนจริงเด็กครึ่งประเทศต้องป่วยแน่แต่ที่เห็นอยู่คือส่วนใหญ่สบายดี ที่ผมเขียนเสมอนั้นเพราะเป็นห่วงว่าหากจิตวิเคราะห์ (psychoanalysis) ถูกต้อง ใช่แล้ว จิตวิเคราะห์อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่นักจิตวิเคราะห์รุ่นหลังฟรอยด์หลายคนเขียนตรงกัน นั่นคือการเลี้ยงดูที่ผิดพลาดในช่วงอายุ 0-3 ขวบอาจจะสร้างพยาธิสภาพจิตบางประการเกิดขึ้นได้ และนั่นเป็นสิ่งที่ผมได้พบในงานประจำที่ตนเองทำตั้งแต่เรียนจบแพทย์จนถึงวันเกษียณอายุราชการ คำว่าส่วนใหญ่สบายดีมีคำถามว่าสบายเพียงใดตามมาได้ด้วย

          ผมแนะนำเสมอว่าทักษะชีวิตที่ดีหมายถึงการที่เรารู้จักที่จะเลือกและตัดสินใจภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่าทุกทางเลือกมีข้อดีข้อเสียและมีราคาที่ต้องจ่าย หากเราชั่งน้ำหนักเรื่องการอดนอนของคุณแม่กับพยาธิสภาพทางจิตของลูกในอนาคต น่าจะคิดออกได้ไม่ยากว่าทางเลือกใดมีน้ำหนักมากกว่าทางเลือกใด

          ว่าที่จริงแล้วผมออกจะเข้าไปช่วยตัดสินเรื่องบางเรื่องโดยเกินจำเป็นจริงๆเช่นหากคุณแม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวหรืออยู่ในสถานการณ์ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวโดยที่คนข้างๆหรือคนรอบข้างไม่ช่วยอะไรเลย เรื่องที่คุณแม่ท่านนี้ควรทำคือหยุดคิดพึ่งใครแล้วทุ่มพลังทั้งหมดทำคนเดียว สำหรับกรณีนี้คืออุ้มลูกไปทั้งคืนโดยไม่ต้องนอนและถ้าง่วงนอนให้กินกาแฟดำและถ้าหงุดหงิดมากให้ออกกำลังกายทุกวันอย่างน้อยวันละ 30 นาที จะเห็นว่านี่เป็นคำแนะนำที่เป็นรูปธรรมและล่วงล้ำการตัดสินใจส่วนบุคคลมากไปเล็กน้อย อีกทั้งแฝงนัยยะการพูดเล่นซึ่งที่จริงก็มิได้เล่นเสียทีเดียว บังเอิญผมพูดจริงอยู่หลายส่วน

          เช่นเดียวกับเรื่องสายสัมพันธ์ที่ผมกังวลผลกระทบทางจิตวิเคราะห์ เรื่องนี้ที่ผมกังวลคือเรื่องราวที่พบในงานประจำเช่นเดียวกัน บ้านเรามีคุณแม่จำนวนมากกว่ามากที่ถูกคาดหวังสูงและทอดทิ้งให้ทำงานคนเดียวทั้งงานนอกบ้าน งานในบ้าน และงานเลี้ยงลูกโดยที่คู่สมรสไม่ช่วยเหลือเลยแม้แต่น้อย คุณแม่เหล่านี้มาพบจิตแพทย์ด้วยสภาวะที่เรียกว่า existential depression คืออารมณ์เศร้าที่เกิดจากความไม่มีอยู่จริงของตนเองและหลายคนเป็นมากเสียจนเข้าข่ายการวินิจฉัยโรคซึมเศร้าหรือ major depression เต็มรูปแบบ ผมพบต่อไปว่าทุกคนติดอยู่ที่บริเวณความหวังและการรอคอยว่าวันหนึ่งคู่สมรสจะยินยอมหันจากงานที่ทำ เงยหน้าจากเกมที่เล่น หรือลุกจากการนอนหลับสบายอยู่คนเดียวบนเตียงมาช่วยอุ้มลูกบ้าง การติดอยู่กับที่หรือ fixation ที่ตรงนี้เป็นเรื่องเสียเวลา เสียพลัง และสร้างความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่จบสิ้น ดังนั้นเลิกคาดหวัง ลุกขึ้นออกกำลังกาย กินกาแฟดำเมื่อง่วง แล้วอุ้มลูกไปตลอดทั้งคืนคนเดียวถ้าจำเป็นเรื่องจะง่ายกว่ามาก ที่สำคัญคือคุณแม่จะมีชีวิตและมีอยู่จริงอีกครั้งหนึ่ง จากภาวะซึมเศร้ากลับกลายเป็นมีความเชื่อมั่นในตนเอง การออกกำลังกายจะนำมาซึ่งความรักตนเองและดูแลรูปโฉมของตนเองให้เป็นคุณแม่ที่สวยเสมอ เมื่อตนเองดีขึ้นแล้วกลับจะมองเห็นแง่มุมที่ดีด้านอื่นของคู่สมรสได้ ทั้งหมดนี้คือประเด็นทางจิตวิทยาในบริบทแห่งความเป็นจริงที่ผมพูดและเขียนเสมอมา

          อย่างไรก็ตามหนังสือเล่มนี้หรือแม้แต่นักวิชาการสาย Cry it out ก็ไม่ได้บอกให้อุ้มทั้งคืนโดยไม่วางหรือให้ทอดทิ้งเด็กโดยไม่เหลียวแล ที่ผมเขียนเสมอว่าอุ้มไปเรื่อยๆมิได้แปลว่าสักนาทีก็วางมิได้ ที่จริงแล้วเราควรรอเวลาสักนิดเมื่อลูกร้องกลางดึกก่อนที่จะเข้าหา เราแตะตัวก่อนที่จะตัดสินใจอุ้ม และเราวางได้เมื่อเขาหลับ ครั้นเขาร้องไห้รอบต่อไปเราสามารถรอเวลามากขึ้นอีกนิดหนึ่งก่อนที่จะเข้าหา แล้วทอดระยะเวลาการรอคอยนี้ออกไปได้คืนละเล็กละน้อยเท่าที่ทั้งสองฝ่ายจะยอมรับได้ เราพบว่าเด็กจะปรับตัวได้ในคืนหนึ่งด้วยระยะเวลาที่ยาวนานไม่เท่ากัน ด้วยวิธีนี้เราจะได้พักผ่อนบ้างและทารกมิได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจมากเกินไป เพราะตัวผมเองมาจากสาขาที่ดูแลเรื่องจิตใจก็จะเป็นห่วงด้านจิตใจมากกว่าเรื่องเวลาพักผ่อนของคุณแม่หรือเรื่องสุขภาพฟันดังที่ผมหยอกทันตแพทย์อยู่เสมอๆ ด้วยเห็นอยู่ว่าเวลามีปัญหาสุขภาพจิตแต่ละครั้งความเสียหายต่อชีวิตมากมายกว่าความเสียหายด้านอื่นมาก รักษาก็ยากมากกว่าด้วย

          เมื่อกลับมาดูวัฒนธรรมของยุโรป รวมทั้งโครงสร้างสังคมของเยอรมัน คุณพ่อลางานได้นานมากโดยรับเงินเดือนเต็มและตำแหน่งงานได้รับการประกันว่ายังคงรออยู่ จะเห็นว่าบริบทที่ต่างกันมากนี้ช่วยให้ประเด็นการงดนมมื้อดึกมีวิธีที่แตกต่างออกไป มีทางเลือกหลากหลายได้มากกว่า ใครกันที่จะอยากให้คุณแม่อดนอนทั้งคืนได้ลงคอ

          “ขณะที่ฉันยังไม่แนะนำการปล่อยให้ร้องจนหลับไป แต่ไม่ผิดอะไรที่คุณจะรอสักหน่อย เมื่อลูกร้อง แรงผลักดันแรกของเราคือรีบเข้าไปกล่อมเขา แต่บางครั้งการรอไม่กี่นาทีจะทำให้เขามีโอกาสค้นหาวิธีกล่อมตัวเอง”

          เรื่องใหญ่โตอีกเรื่องคือเรื่องการปล่อยให้เด็กได้เติบโตอย่างอิสระ แม่เยอรมันได้ชื่อว่าเชื่อใจในศักยภาพของเด็กอย่างมาก ให้โอกาสที่เขาจะเติบโตเองโดยไม่เข้าไปช่วยเหลือหรือยุ่งเกี่ยวเร็วจนเกินไป มีตัวอย่างมากมายในหนังสือเล่มนี้ที่อ่านแล้วก็รู้ว่าพ่อแม่บ้านเราไม่กล้าทำเป็นแน่ อย่างไรก็ตามผมอยากจะบอกอีกครั้งว่าทัศนคติแบบเยอรมันนี้ถูกต้อง เด็กทุกคนเติบโตได้เอง เขาควรได้รับโอกาสลองผิดลองถูกและล้มลุกคลุกคลานเมื่อผิดพลาดก่อนที่จะลุกขึ้นได้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขาทะเลาะกับเพื่อนหรือพี่น้องเราควรใจเย็นพอที่จะรอให้พวกเขาจัดการกันเองโดยไม่ด่วนเข้าไปตัดสิน ส่วนบางตัวอย่างที่อ่านแล้วออกจะชวนหวั่นไหว เช่น การปล่อยลูกนอนหลับอยู่คนเดียวบนรถเข็นนอกร้านอาหาร หรือยืนดูลูกเล็กหาทางข้ามถนนจากบนตึก เช่นนี้เป็นเรื่องวัฒนธรรมความปลอดภัยของบ้านเขาและขึ้นกับบริบทของบ้านเขาอย่างแท้จริง หากนำมาใช้ที่บ้านเราก็ต้องคำนึงเรื่องสถิติการลักเด็กหรือมารยาทการขับรถของผู้คนด้วย ซึ่งจะว่าไปหนังสือเล่มนี้ก็ได้ทบทวนสถิติการลักเด็กในเยอรมันและสหรัฐอเมริกาให้เราฟังอีกต่างหาก

          “เพราะเราควบคุมลูกตลอดเวลา และบงการทางเลือกด้านการศึกษา กิจกรรม และอาชีพในอนาคตของลูก สไตล์การเลี้ยงลูกแบบนี้ทำให้ลูกขาดความสามารถในการพัฒนาคุณลักษณะที่เราควรมีมากที่สุด นั่นคือความรับผิดชอบส่วนตนและการพึ่งตนเอง”

          “เด็กแต่ละคนที่สนามเด็กเล่นต้องตัดสินใจว่าตัวเองทำอะไรได้หรือไม่ได้ พ่อแม่จะไม่คอยวิ่งตามและบอกลูกๆ ว่าลื่นลงมาเร็วเกินไปหรือปีนเครื่องสูงเกินไปแล้ว เด็กๆ เรียนรู้ที่จะบริหารความเสี่ยงด้วยตัวเองและเตรียมตัวพร้อมสำหรับความท้าทายใหม่ๆ แต่ละเรื่อง”

          ผมเขียนเสมอว่าไม่ควรให้เด็กเล็กไปนอนที่ไหนโดยทิ้งไว้เป็นนัยว่ารวมถึงปู่ย่าตายายด้วยในขณะที่การเลี้ยงลูกแบบเยอรมันยินดีให้เด็กเล็กไปเข้าค่ายหรือใช้เวลาวันหยุดนอนค้างคืนกับปู่ย่าตายายได้ ภายใต้หลักคิดที่ว่าเด็กมีสิทธิเติบโตขึ้นมากับผู้ใหญ่คนอื่นๆด้วย การจำกัดเด็กให้อยู่แต่บ้านกับแม่นั้นไม่ควรทำ และไปไกลถึงขั้นโฮมสคูลเป็นเรื่องที่รัฐไม่อนุญาตให้ทำ เรื่องเหล่านี้ขึ้นกับบริบทมากเช่นกัน ผู้ใหญ่บ้านเรารวมทั้งปู่ย่าตายายบ้านเรามักมีอุปนิสัยใจดีกับหลานจนเกินเลย อะไรที่ไม่เคยทำให้ลูกล้วนทำให้หลานได้ทั้งสิ้น เราจึงพบบ่อยมากว่าวินัยที่พ่อแม่สร้างไว้อย่างดีจะถูกปล่อยปละละเลยอย่างมากเมื่อกลับจากไปหาปู่ย่าตายาย ไปวันเดียวเสียหายวันเดียว แต่พอไปนอนค้างคืนสามวันเจ็ดวันความเสียหายเป็นคนละเรื่องไปเลย ยิ่งไปกว่านั้นพ่อแม่บ้านเราเองหลายบ้านก็รักสบายจนเกินพอดี พอพบว่ามีปู่ย่าตายายมารับภาระไปก็ยินดียกให้โดยไม่ลังเล

          ส่วนเรื่องเนิร์สเซอรี่และโรงเรียนอนุบาลก็เช่นกัน หากเนิร์สเซอรี่และโรงเรียนอนุบาลที่หนังสือเล่มนี้เรียกว่า คีต้า (kita) มีคุณภาพดีดังที่เล่า เราก็ควรเอาลูกไปฝากตั้งแต่ต้นมือด้วยความสบายใจได้เช่นกัน แต่เพราะเนิร์สเซอรี่และโรงเรียนอนุบาลของบ้านเรามีสภาพคล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา นั่นคือมีคดีทำร้ายเด็กและมีการศึกษาแบบเร่งเรียนวิชาการให้ได้ยินอยู่เสมอ การเลี้ยงลูกเองที่บ้านนานนิดหนึ่งจึงอาจจะเป็นหนทางที่ปลอดภัยกว่า

          ข้อเขียนบางชิ้นรวมทั้งหนังสือเล่มนี้ควรส่งเสียงดังไปถึงผู้ดูแลระบบการตั้งเนิร์สเซอรี่และโรงเรียนอนุบาลเสียมากกว่า ให้ผู้รับผิดชอบทราบว่าเนิร์สเซอรี่และโรงเรียนอนุบาลที่พึงประสงค์ควรเป็นอย่างไร

บางเรื่องในหนังสือนี้ก็ก้าวล้ำเสียจนผมเองที่เขียนเรื่องให้เด็กเล่นกลางแจ้งก็ยังอดประหลาดใจมิได้ ตัวอย่างเช่นสัปดาห์ปลอดของเล่น โรงเรียนอนุบาลที่เยอรมันมีการเก็บของเล่นเด็กขึ้นช่วงระยะเวลาหนึ่ง เท่ากับสร้างสภาพแวดล้อม (ซึ่งพ่อแม่ที่ไม่เห็นด้วยก็จะใช้คำว่าสร้างความกดดัน) ให้เด็กๆต้องอยู่กับตนเองด้วยมือเปล่า อยู่กับเพื่อนด้วยมือเปล่า ออกไปกลางแจ้งมากขึ้นและคิดค้นการเล่นด้วยวัสดุรอบตัวมากขึ้น ที่จริงนี่เป็นกุศโลบายที่ผมชอบมาก บางครั้งที่ผมเขียนเรื่องเล่นผมจะเขียนยาวขึ้นอีกเล็กน้อยว่า “ลงไปเล่นที่พื้นดินกับลูก” ความหมายคือการเล่นที่แท้ควรอยู่บนพื้น ในบ้านหรือกลางแจ้ง และไม่จำกัดว่าต้องเล่นตุ๊กตาหรือบอร์ดเกม แต่เล่นอะไรก็ได้

          เยอรมันมีพื้นที่สาธารณะมากมายจนเหลือเชื่อพอๆกับน่าอิจฉารวมทั้งในเบอร์ลินที่ผู้เขียนหนังสือนี้อาศัยอยู่ด้วย จำนวนที่โล่งกว้างที่เด็กได้ไปเล่นและจำนวนสนามเด็กเล่นน่าจะมากมายมหาศาล จะเห็นว่ารัฐที่ดีจะไม่กังวลว่าเราใช้งบประมาณมากเกินไปหรือไม่กับเด็กและคนรุ่นใหม่ เพราะพวกเขาคืออนาคตของชาติจริงๆ เรื่องที่โล่งซึ่งผมเขียนเสมอว่าพวกเราควรหาเวลาพาเด็กไปที่โล่งกว้างมากๆ บ้าง และเรื่องเล่นที่ผมเขียนเสมอว่าจะเรียนไปทำไมในเมื่ออายุก่อน 7 ขวบเด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น ข้อเท็จจริงสองข้อนี้นำไปสู่ทัศนคติที่มีต่อการวินิจฉัยโรคสมาธิสั้นในเด็กด้วย เป็นความจริงที่ว่าสถิติผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นสูงขึ้นในเยอรมัน แต่เมื่อพบเด็กที่น่าสงสัยเขาก็มีคำแนะนำว่าให้เอาออกไปเล่น

          “ค่านิยมเยอรมันเรื่องการเล่นกลางแจ้งสะท้อนให้เห็นในสถานที่เล่นนอกบ้านมากมายแม้แต่ในเมืองใหญ่อย่างเบอร์ลิน ซึ่งมีสนามเด็กเล่นสาธารณะถึง 1,850 แห่ง ยังไม่รวมพื้นที่เล่นที่พบเห็นอยู่ตามป่าของเมืองหรือข้างๆ สระว่ายน้ำสาธารณะ”

          “แต่การศึกษาในปี 2011 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Applied Psychology ได้กล่าวถึงวิธีที่ง่ายและราคาไม่แพงในการบรรเทาอาการเหล่านี้ นั่นคือ “ออกไปเจอพื้นที่สีเขียว”

          เรื่องการศึกษาเป็นเรื่องที่พวกเราควรอ่านมาก มิใช่อ่านเพื่อให้พูดว่าบ้านเราทำไม่ได้หรอก แต่อ่านเพื่อให้รู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเรื่องทำได้ และถ้าประเทศที่พ่ายแพ้สงครามย่อยยับสามารถทำเรื่องทั้งหมดนี้ได้ในเวลาห้าสิบปี เพราะอะไรบ้านเมืองของเราจะทำไม่ได้

          “ปัจจุบันมีเด็กอายุ 2 ขวบสมัครเรียนในรูปแบบรูปแบบหนึ่งของการศึกษาระดับปฐมวัยประมาณร้อยละ 59 และเด็กโตอายุ 3, 4 และ 5 ขวบแทบทุกคนอยู่ในระบบการศึกษาก่อนระดับประถม คิดเป็นร้อยละ 92, 96 และ 98 ตามลำดับ”

          “คนอเมริกันมองโรงเรียนอนุบาลเป็นชั้นเรียนวิชาการ ขณะที่คนเยอรมันมองว่าเป็นเนิร์สเซอรี นั่นช่วยอธิบายว่าทำไมคนเบอร์ลินจึงมักใช้คำว่า คีต้า และ โรงเรียนอนุบาล สลับกันไปในความหมายเดียวกัน แม้ว่า คีต้า มักจะรวมถึงเด็กที่อายุต่ำกว่า 3 ขวบด้วยก็ตาม สำหรับเด็กเล็กๆ อย่างออสซี คีต้า คือเนิร์สเซอรี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการเรียนรู้เกิดขึ้นเลย เพียงแค่ไม่ใช่การเรียนรู้ด้านวิชาการเท่านั้น”

          “ถ้าคุณหาเนิร์สเซอรีที่มีคุณภาพ และมีพี่เลี้ยงที่มีความรู้ได้ ลูกของคุณจะได้รับประโยชน์มากกว่าเด็กที่เลี้ยงอยู่กับบ้านอย่างเดียว รวมถึงประสบการณ์และความสัมพันธ์ใหม่ๆ คุณจะมีผู้ช่วยในการเลี้ยงลูก มีเวลาและช่องว่างมากขึ้นที่จะทำให้คุณกลายเป็นพ่อแม่ที่ดีขึ้น และลูกของคุณก็จะก้าวไปสู่การพัฒนาความมีอิสรภาพมากขึ้นด้วย”

          สามย่อหน้าที่ยกมานี้แสดงให้เห็นว่าการเอาเด็กไปเนิร์สเซอรี่หรือโรงเรียนก่อน 3 ขวบเป็นเรื่องที่ทำกันในเยอรมันด้วยคุณภาพการดูแลเด็กเล็กและการศึกษาแบบที่ควรจะเป็น แม้แต่เมื่อผู้เขียนพบว่าโซเฟียลูกสาวคนโตอ่านได้ไม่ดีนัก ครูที่ดูแลเธอชั้นอนุบาลก็มีคำแนะนำว่าให้รอ และยินดีให้โซเฟียผ่านขึ้นไปเรียนชั้นประถมหนึ่งร่วมกับเพื่อนๆที่อ่านออกได้ดีกว่า ด้วยมั่นใจว่าเด็กอนุบาลที่เตรียมความพร้อมมาเรียบร้อยแล้วเธอจะอ่านได้แน่เมื่อถึงเวลาของเธอเอง

          “โซเฟียอ่านหนังสือออกเพียงไม่กี่คำ เมื่อฉันถามด้วยความกังวลใจว่าฉันควรสอนเธอไหม อันนิก้า แนะนำให้ฉันรอก่อน”

          “ฉันคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่พวกเขาเรียนรู้ที่ คีต้า คือพัฒนาการทางสังคมและอารมณ์ เพื่อเตรียมเข้าโรงเรียน” อันนิก้าบอก “ไม่ใช่การเรียนท่องพยัญชนะหรือตัวเลขหรืออะไรแบบนั้น มันคือการเรียนรู้วิธีสื่อสารจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง วิธีขอความช่วยเหลือ วิธีแก้ปัญหาและความขัดแย้ง ซึ่งเป็นพื้นฐานที่พวกเขาจะต้องใช้เมื่อเข้าโรงเรียน”

          เรื่องการศึกษาในหนังสือเล่มนี้ให้รายละเอียดน่าอ่านมาก เราจัดการศึกษาเด็กอนุบาลเพื่ออะไร คาดหวังอะไร มุ่งหวังอะไร และทำได้อย่างไร โดยมีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นกรรมวิธีอย่างชัดเจน มิใช่เป็นเพียงคำพูดสวยหรูดังที่บ้านเรามักได้ยิน

          เรื่องการปรับพฤติกรรมเด็กก็เช่นเดียวกัน เรื่องเล่าในหนังสือนี้สะท้อนความสามารถระดับสูงของที่ปรึกษาพ่อแม่ในเยอรมัน ทั้งด้านจิตวิทยาคลาสสิกและจิตวิทยาเชิงบวก ดังตัวอย่างที่ครูช่วยเหลือเด็กสองคนให้เรียนรู้จากกันและกันทั้งที่มีเรื่องบาดหมางกันซึ่งแม้ว่าใช้เวลานานหลายเดือนแต่ผลลัพธ์ที่ได้คือทักษะที่เด็กทั้งสองคนจะได้ใช้ไปอีกตลอดชีวิต รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าด้วยการตีซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมายในประเทศเยอรมนี

          “คัทรินเน้นว่าฉันต้องไม่ปลอบระหว่างที่เขาอาละวาด ต้องรอหลังจากที่เขาสงบลงแล้วเท่านั้น ฉันจึงจะกอดเขา และแม้แต่ชมเชยเขาที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้”

          “มีงานวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นว่าการลงโทษทางร่างกายไม่เพียงบังคับให้เด็กยอมทำตามกฎของพ่อแม่ไม่ได้ แต่ยังเชื่อมโยงกับปัญหาระยะยาวมากมาย รวมถึงการเพิ่มขึ้นของพฤติกรรมความก้าวร้าว การต่อต้านสังคม และปัญหาสุขภาพจิตและกระบวนการรับรู้ ข้อมูลดังกล่าวมาจากการวิเคราะห์งานวิจัยยาวนาน 50 ปี”

          หากจะให้เขียนทุกประเด็นที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ ผมเป็นได้เขียนคำนิยมนี้ยาวกว่าตัวหนังสือเป็นแน่ ขอปิดท้ายด้วยเรื่องอ่อนไหวที่สุดอีกเรื่องหนึ่งของบ้านเรานั่นคือวัฒนธรรมการประท้วง ไม่มีอะไรที่พ่อแม่จะได้มาฟรีๆโดยไม่ลงแรง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนเป็นความจริงสากลของทุกชาติทุกภาษาแม้ว่าจะได้รัฐที่ดีมากแล้วก็ตาม เมื่อพ่อแม่เยอรมันต้องการให้โรงเรียนแก้ไขเรื่องอะไรแล้วโรงเรียนเพิกเฉยที่พวกเขาทำและทำสำเร็จบ่อยครั้งคือรวมตัวกันประท้วง แม้กระทั่งเรื่องการบ้านมากเกินไปก็ประท้วงได้ ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่าครูใหญ่ ครู พ่อแม่ หรือแม้กระทั่งเด็กปฐมวัย

ทุกคนเท่าเทียมกัน

ความเห็นเกี่ยวกับสินค้า (จากทั้งหมด 0 คน)
ภาพรวมความพึงพอใจ
0
0
0
0
0
ความเห็นของลูกค้าเฉลี่ย
ยอดรวม  ยังไม่มีการประเมิน

ผู้ที่ซื้อสินค้านี้ สั่งซื้อสินค้านี้ด้วย